มีผู้สอบถามพี่สิทธิ์ไว้ที่
www.luangpordu.com ผมเห็นว่าน่าสนใจดี จึงนำมาให้พี่้น้องเราได้ศึกษากันครับ
ผู้ถามค่อนข้างสับสนครับ จึงขอรบกวนถามคุณ สิทธิ์ ครับ ว่า
1. การ “สัพเพฯ” ให้ผู้อื่น คือ การอาราธนาพระคุ้มครองผู้อื่น หรือ เป็นการแผ่เมตตาให้ผู้อื่น หรือมิใช่ทั้งสองอย่าง
2. การแผ่เมตตาด้วยบท “พุทธัง อนันตังฯ” นั้น คือ การอุทิศส่วนกุศล ใช่ไหมครับ
เพราะโดยปกติ ผมใช้บทแผ่เมตตา “สัพเพ สัตตา อเวรา โหนตุฯ” แล้ว จึงอุทิศส่วนกุศล เช่น บท “อิมินา ปุญญกัมเมนะ ฯ”
ขอบคุณครับคำอรรถาธิบายโดยพี่พรสิทธิ์ก็น่าเห็นใจที่คนที่มาภายหลังจะสับสนในเรื่องบทสัพเพฯ และบทแผ่เมตตาของหลวงปู่
เพราะภายหลังไปกำหนดหรือให้ความหมายต่างจากยุคสมัยของหลวงปู่
ในสมัยหลวงปู่นั้น เมื่อนั่งสมาธิได้ดี ท่านก็ให้นึกอาราธนาบารมีพระเข้าตัวทีหนึ่ง
โดยว่า สัพเพ พุทธา พะลับปัตตาฯ พอจะเลิกก็ให้ว่าอย่างนี้อีกครั้ง พร้อมกับอธิษฐานจิตแผ่เมตตาโดยว่า "พุทธัง อนันตัง ฯ"
สังเกตว่าจะใช้คำว่า อธิษฐานจิต เพราะพุทธังอนันตังฯ ไม่ใช่การแผ่เมตตาโดยตรง
หากแต่เป็นการอาราธนาบารมีพระทั้งอนันตจักรวาล มาเพื่อเป็นเหมือนงบประมาณ ก่อนจะตั้งจิตแผ่เมตตาต่อไป
ดังนั้นเมื่อว่า พุทธัง อนันตังฯ แล้ว จึงควรที่จะน้อมกระแสจิตเป็นความชุ่มเย็นใจหรือแสงสว่างออกไปให้กับผู้ที่ เราต้องการจะแผ่เมตตาให้
ส่วนการแผ่เมตตาด้วย บท "สัพเพ สัตตาฯ" นั้นนิยมใช้ตอนหลังสวดมนต์ทำวัตรเช้าเย็น เรียกว่าสวดไปตามแบบ
ซึ่งวางแนวหรือสอนเราให้แผ่เมตตาได้อย่างทั่วถึง รวมทั้งเกิดเป็นความพร้อมเพรียงในการแผ่เมตตาของหมู่คณะที่มาปฏิบัติร่วมกัน
มากกว่าที่จะเน้นในทางสมาธิจิตที่มุ่งแผ่เมตตาด้วยจิตที่มีกำลังเต็มเปี่ยม จากการทำภาวนามาสด ๆ ร้อน ๆ
นึกไม่ถึงเหมือน กันว่าบทสวดที่ใคร ๆ ที่วัดสะแกเคยสวดกันมายาวนานเป็นเรื่องปกติธรรมดา
จะมาเกิดเป็นความสับสนได้ในยุคนี้ นี่ก็เพราะไม่ช่วยกันรักษาของเดิมไว้
บ้างก็อ้างว่าหลวงปู่สอนไม่เหมือนกัน... อันนี้ก็ฟังไม่ขึ้น เพราะครูบาอาจารย์คงไม่สอนให้ลูกศิษย์สับสนเป็นแน่
ที่ว่าสอนไม่เหมือนกันก็น่าจะเป็นเรื่องกุศโลบายที่ท่านใช้ต่างหาก
เช่น คนไหนมีจิตใจนักเลง ท่านก็จะสอนดุดัน คนไหนมาแบบเรียบร้อย ท่านก็จะสอนแบบนุ่มนวล เป็นต้น
แต่ไม่ว่าจะแบบใด ท่านก็มุ่งจุดเดียวกันคือ คือให้เกิดสติปัญญา
เรื่องที่จะสอนให้สับสน โดยเฉพาะบทสวดพื้นฐานเช่นนี้ ท่านจะทำไปทำไม
เดี๋ยวนี้เห็นมีความพยายามนำบทสวดที่จำมาผิด ๆ นั้นมาพิมพ์เผยแพร่แทนที่ของเดิมถึงที่วัดสะแก
เห็นแล้วก็รู้สึกอึดอัดใจมาก ว่านี่เป็นการทำเพื่อเผยแพร่และอนุรักษ์สิ่งที่ครูบาอาจารย์สอน
หรือจะเผยแพร่บทสวดของตนเองกันแน่ ยิ่งเผยแพร่มากเท่าใด คนก็จะสับสนมากขึ้นเท่านั้น
อันที่จริง บทสวดนั้นเป็นเรื่องประกอบหรือเรื่องรอง สิ่งที่สำคัญที่สุดคือเรื่องการตั้งจิตและเจตนาของผู้สวด
บางครั้งสวดผิดแต่ก็ยังได้ผล ก็เพราะจิตเจตนาไปอย่างที่ปรารถนา
แต่ถึงแม้ว่าบทสวดจะเป็นเรื่องประกอบ แต่มันก็เป็นสมมุติบัญญัติที่ใช้สื่อสารให้เข้าใจตรงกัน รวมทั้งเกิดความพร้อมเพรียงกัน
แต่มีความนัย เกี่ยวกับบทสวดที่ยังไม่เคยกล่าวไว้ที่ไหนให้ทราบ ณ ที่นี้ว่า
หลวงปู่เคยบอกว่า ความศักดิ์สิทธิ์ของบทสวดย่อมมีมาแต่ครั้งผู้ที่บัญญัติบทสวดได้อธิษฐานให้บทสวดนั้น ๆ มีความศักดิ์สิทธิ์ขึ้นมา
นั่นก็เพราะอาศัยอำนาจจิตและสัจจะบารมีของผู้บัญญัตินั้นเอง
ด้วยเหตุนี้ หากเราหวังความศักดิ์สิทธิ์จากบทสวดจริง ๆ
จะมิดีกว่าหรือที่จะสวดตามบทที่หลวงปู่ได้บัญญัติไว้ดีแล้วด้วยสัจจะบารมี และความบริสุทธิ์แห่งดวงจิตขององค์หลวงปู่

จากกระทู้
http://luangpordu.com/?cid=453342&f_action=forum_viewtopic&forum_id=41281&topic_id=37258