ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน
สิงหาคม 01, 2014, 06:38:25 AM

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
"บัญชีสำหรับช่วยเหลือผู้ประสบภัยธรรมชาติสำหรับช่วงปี 2557"
คลิกที่นี่ครับ 

22208 กระทู้ ใน 2769 หัวข้อ โดย 5410 สมาชิก
สมาชิกล่าสุด: NADEE
* หน้าแรก ช่วยเหลือ ค้นหา ปฏิทิน เข้าสู่ระบบ สมัครสมาชิก
+  ลานสนทนาคนรักหลวงปู่ดู่ พรหมปัญโญ หลวงปู่ทวด
|-+  รอยอาจาริยะ
| |-+  ก้นบาตร
| | |-+  ประวัติและธรรมะครูบาชัยยะวงศาพัฒนา วัดพระบาทห้วยต้ม จ.ลำพูน
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้ « หน้าที่แล้ว ต่อไป »
หน้า: [1] ลงล่าง พิมพ์
ผู้เขียน หัวข้อ: ประวัติและธรรมะครูบาชัยยะวงศาพัฒนา วัดพระบาทห้วยต้ม จ.ลำพูน  (อ่าน 3248 ครั้ง)
นะโม
สมาชิกวิริยะ
***
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 226

อนุโมทนา
-มอบให้: 905
-ได้รับ: 3309


นะโม พรหมปัญโญ


« เมื่อ: พฤษภาคม 06, 2010, 02:06:12 AM »

ครูบาชัยยะวงศาพัฒนา วัดพระบาทห้วยต้ม จ.ลำพูน


ชาติภูมิ
นามเดิม วงศ์ หรือชัยวงศ์ นามสกุล ต๊ะแหนม เกิดที่ ตำบลหันก้อ อำเภอลี้ จังหวัดลำพูน เกิดเมื่อ วันอังคาร เดือน ๗ (เหนือ) แรม ๒ ค่ำ ปีฉลู ตรงกับวันที่ ๒๒ เมษายน ๒๔๕๖ เวลา ๒๔.๑๕ นาฬิกา โยมบิดาชื่อ น้อย จันต๊ะ (ถึงแก่กรรม เมื่ออายุ ๔๔ ปี) โยมมารดาชื่อ บัวแก้ว (ถึงแก่กรรม เมื่ออายุ ๗๘ ปี) จำนวนพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกัน ๘ คน ท่านเป็นบุตรคนที่ ๓ มีน้องต่างบิดาอีก ๑ คน รวมเป็น ๙ คน

ชีวิตในวัยเด็ก
หลวงพ่อเกิดในตระกูลชาวไร่ชาวนาที่ยากจน พ่อแม่ของท่านมีสมบัติติดตัวมาแค่นา ๓-๔ ไร่ ควาย ๒-๓ ตัว ทำนาได้ข้าวปีละ ๒๐-๓๐ หาบ ไม่พอกินเพราะต้องแบ่งไว้ทำพันธุ์ส่วนหนึ่ง อีกส่วนหนึ่งเอาไว้ใส่บาตรทำบุญบูชาพระ ส่วนที่เหลือจึงจะเก็บไว้กินเอง ต้องอาศัยขุยไผ่ขุยหลวกมาตำเอาเม็ดมาหุงแทนข้าวและอาศัยของในป่า รวมทั้งมันและกลอยเพื่อประทั้งชีวิต บางครั้งต้องอดมื้อกินมื้อก็มี แม่ต้องไปขอญาติพี่น้องๆ เขาก็ไม่มีจะกินเหมือนกัน แม่ต้องกลับมามือเปล่าพร้อมน้ำตาบนใบหน้ามาถึงเรือน ลูกๆ ก็ร้องไห้เพราะหิวข้าว แม้ว่าครอบครัวของท่านต้องดิ้นรนต่อสู้กับความอดทนอยาก แต่ก็ไม่ได้ละทิ้งเรื่องการทำบุญให้ทาน ข้าวที่แบ่งไว้ทำบุญ แม่จะแบ่งให้ลูกทุกคนๆ ละปั้นไปใส่บาตร บูชาพระพุทธทุกวันพระโยมพ่อเคยสอนว่า

"ตอนนี้พ่อแม่อด ลูกทุกคนก็อดแต่ลูกๆ ทุกคนอย่าท้อแท้ใจ ค่อยทำบุญ ไปเรื่อยๆ บุญมีภายหน้าก็จะสบาย"

และโยมพ่อเคยพูดกับท่านว่า

"ลูกเอ๋ยเราทุกข์ขนาดนี้เชียวหนอ ข้าวจะกินก็ไม่มี ต้องกินไปอย่างนี้ ค่อยอดค่อยกลั้นไปบุญมีก็ไม่ถึงกับอดตายหรอก ทรมานมานานแล้วถึงวันนี้ก็ยังไม่ตาย มันจะตายก็ตายไม่ตายก็แล้วไป ให้ลูกอดทนไปนะ ภายหน้าถ้าพ่อยังไม่ตายเสียก่อนก็ดีตายไปแล้วก็ดี บางทีลูกจะได้ "นั่งขดถวายหงายองค์ตีน (บวช)" กินข้าวดีๆ อร่อยๆ พ่อนี่จะอยู่ทันเห็นหรือไม่ทันก็ยังไม่รู้"

เป็นผู้มีความขยันและอดทน
ในสมัยที่ท่านยังเล็กๆ อายุ ๓-๔ ขวบ ท่านมีโรคประจำตัวคือโรคลมสันนิบาต ลมเปี่ยวลม กัง ต้องนั่งทุกข์อยู่เป็นวันเป็นคืน เดินไปไกลก็ไม่ได้ วิ่งก็ไม่ได้เพราะลมเปี่ยว ตะคริวกินขากินน่อง เดินเร็วๆ ก็ไม่ได้ ต้องค่อยไปค่อยยั้ง เวลาอยู่บ้านต้องคอยเลี้ยงน้อง ตักน้ำติดไฟไว้คอยพ่อแม่ที่เข้าไปในป่าหาอาหาร
ในช่วงที่ท่านมีอายุได้ ๕-๑๐ ขวบ ท่านต้องเป็นหลักในบรรดาพี่น้องทั้งหมดที่ต้องช่วยงานพ่อแม่มากที่สุด เวลาพ่อแม่ไปไร่ไปนาก็ไปด้วย เวลาพ่อแม่ไปหากลอยขุดมัน หาลูกไม้ในป่า ท่านก็ไปช่วยขุดช่วยหาบกลับบ้าน บางครั้งพ่อแม่หลงทางเพราะไปหากลายตามเนินดอยเนินเขากว่าจะหากลอยได้เต็มหาบก็ดึก ขากลับพ่อแม่จำทางไม่ได้ ท่านก็ช่วยพาพ่อแม่กลับบ้านจนได้ ครั้นถึงหน้าฝน พ่อแม่ออกไปทำนา ท่านก็ติดตามไปช่วยทุกอย่าง พ่อปั้นคันนาท่านก็ช่วยพ่อ พ่อไถนาท่านก็คอยจูงควายให้พ่อ เวลาแม่ปลูกข้าวก็ช่วยแม่ปลูกจนเสร็จ
เสร็จจากหน้าทำนา ท่านก็จะเผาไม้ในไร่เอาขี้เถ้า ไปขุดดินในถ้ำมาผสมทำดินปืนไปขายได้เงินซื้อข้าวและเกลือ บางครั้งก็ไปอยู่กับลุงน้อยเดชะรับจ้างเลี้ยงควายบางปีก็ได้ค่าแรงเป็นข้าว ๒-๓ หาบ บางปีก็เพียงแต่ขอกินข้าวกับลุงพอตุนท้องตุนไส้ไปวันๆพอถึงเวลาข้าวออกรวง นกเขาจะลงกินข้าวในนา ท่านก็จะขอพ่อแม่ไปเฝ้าข้าวในนาตั้งแต่ เช้ามืดกว่าจะกลับก็ตะวันลับฟ้าไปแล้ว

เป็นผู้มีความกตัญญู
หลวงพ่อมีความกตัญญูมาตั้งแต่เด็ก ท่านช่วยพ่อแม่ทำงานต่างๆ ทุกอย่างเท่าที่ทำได้ ตั้งแต่อายุได้ประมาณ ๕ ขวบ ท่านก็ช่วยพ่อแม่เฝ้านาเลี้ยงน้องตลอดจนช่วยงานทุกอย่างของพ่อแม่ เมื่อเวลาที่พ่อแม่หาอาหารไม่ได้ ท่านก็จะไปรับจ้างชาวบ้านแถบบ้านก้อทำความสะอาดหรือช่วยเฝ้าไร่นา เพื่อแลกกับข้าวปลาอาหารมาให้พ่อแม่และน้องๆ กินในบางครั้ง อาหารที่ได้มาหรือที่พ่อแม่จัดหาให้ไม่เพียงพอกับคนในครอบครัว ด้วยความที่ท่านมีนิสัยเสียสละและไม่ต้องการให้พ่อแม่ต้องเจียดอาหารของท่านทั้งสอง ซึ่งมีน้อยอยู่แล้วออกมาให้ท่านอีก ท่านจึงได้บอกว่า "กินมาแล้ว" เพื่อให้พ่อแม่สบายใจ แต่พอลับตาผู้อื่นหรือเมื่อผู้อื่นในบ้านหลับกันหมดแล้ว ท่านก็จะหลบไปดื่มน้ำ หรือบางครั้งจะหลบไปหาใบไม้ที่พอจะกินได้มาเคี้ยวกินเพื่อประทังความหิวที่เกิดขึ้น ซึ่งผู้เขียนได้รับฟังมาจากน้องของท่านว่า

"หลวงพ่อเติบโตขึ้นมาโดยพ่อแม่เลี้ยงข้าวท่านไม่ถึง ๑๐ ถัง แต่ท่านในสมัยเป็นเด็กกลับหาเลี้ยงพ่อแม่มากกว่าที่พ่อแม่หาเลี้ยงท่าน"

ชอบลองใจ
ปกติท่านมักจะหาเวลาว่างไปทำบุญช่วยเหลือการงานที่วัดก้อจอกซึ่งอยู่ใกล้บ้านเสมอ ครั้งหนึ่ง ท่านได้ชวนผู้เฒ่าคนหนึ่งซึ่งโดยปกติไม่ชอบไปวัดทำบุญ แต่ชอบยิงนกตกปลาเป็นประจำ และมักจะมีข้ออ้างเสมอเมื่อถูกชวนไปวัด คราวนี้แกก็ปฏิเสธเช่นเคย โดยอ้างว่าเท้าเจ็บไปไหนไม่ได้ ท่านอยากจะลองดูซิว่าเท้าแกเจ็บจริงหรือไม่ เมื่อท่านเดินออกไปได้สักระยะหนึ่งก็ทำเสียงอีเก้งร้อง เมื่อร้องครั้งแรก ผู้เฒ่าคนนั้นก็ยกหัวขึ้นมาดู (ขณะนั้นนอนทำเป็นป่วยอยู่) หันซ้ายหันขวามองตามเสียงอีเก้งร้อง

เมื่อแกได้ยินเสียงร้องครั้งที่สอง ก็ลุกนั่งมีอาการอยากจะออกไปยิงอีเก้ง พอได้ยินเสียงร้องครั้งที่สาม ผู้เฒ่าทนไม่ไหวลุกขึ้นไปหยิบเอาปืน จะออกไปยิงอีเก้งตัวนี้เสียทันทีทันใด จนท่านเห็นแล้วต้องรีบวิ่งหนีเพราะกลัวจะโดนลูกหลง

มีนิสัยกล้าหาญ
เมื่อท่านอายุได้ประมาณ ๑๐ ขวบ ท่านต้องออกไปเฝ้านาข้าว เพื่อคอยไล่นกที่จะมากินข้าวในนา ท่านต้องออกจากบ้านตั้งแต่ตี ๔ ยังไม่สว่างนกยังไม่ตื่นออกหากิน การที่ท่านต้องออกไปไร่นาแต่เพียงลำพังคนเดียวเป็นประจำ ทำให้ลุงตาลซึ่งเป็นเพื่อนบ้านของท่านอกสงสัยไม่ได้จนต้องเข้ามาถามท่าน

ลุงตาล : มึงนี้เป็นผีเสือหรือไร แจ้งมากูก็เห็นมึงที่นี่ มึงไม่ได้นอนบ้านหรือ

ด.ช.วงศ์ : เมื่อนกหนูนอนแล้ว ข้าจึงกลับไปบ้าน เช้ามืดไก่ขันหัวที ยังบ่แจ้ง นกยังบ่ลงบ่ตื่นข้าก็มาคนเดียว

ลุงตาล : ไม่กลัวเสือ ไม่กลัวผีป่าหรือ?

ด.ช.วงศ์ : ผีเสือมันก็รู้จักเรา มันไม่ทำอะไรเรา เราเทียวไปเทียวมา มันคงรู้และเอ็นดูเรา บางวันตอนเช้าเราเห็นคนเดินไปข้างหน้าเราก็เดินตามก็ไม่ทัน จนถึงไร่มันก็หายไปเราก็เข้าใจว่ามันไปส่งเรา เราก็ไม่กลัว บางเช้าก็ได้ยินเสียงเสือร้องไปก่อนหน้า

ลุงตาล : ไม่กลัวเสือหรือ ?

ด.ช.วงศ์ : เราไม่กลัว มันเป็นสัตว์เราเป็นคน มันไม่รังแกเรา มันคงสงสารเรา ที่เป็นทุกข์ยาก มันคงจะมาอยู่เป็นเพื่อน เราจะไปจะมาก็ขอเทวดา ที่รักษาป่า ช่วยรักษาเรา เราจึงไม่กลัว

ลุงตาล : มึงเก่งมาก กูจักทำตามมึง

ด.ช.วงศ์ : เราไม่ได้ทำอะไรมัน มันก็ไม่ทำอะไรเรา มันไม่รังแกเรา เราคิดว่าคนที่ใจบาปไปเสาะหาเนื้อในป่า กินกวางกินเก้งกินปลา เสือก็ยังไม่กัดใครตายในป่าสักคน เวลาเราจะลงเรือน เราก็ขอให้บุญช่วยเรา

ลุงตาล : มึงยังเด็ก อายุไม่ถึง ๑๐ ขวบ มืด ๆ ดึก ๆ ก็ไม่กลัวป่า ไม่กลัวเถื่อน ไม่กลัวผีป่า ผีพง ไม่กลัวช้าง กูยอมมึงแล้ว

มีปัญญาพิจารณาเห็นทุกข์
ขณะที่ท่านนั่งอยู่ใต้ต้นไม้ในป่าคนเดียวตามลำพัง ท่านได้เปรียบเทียบชีวิตท่านกับสัตว์ป่า ทั้งหลายว่า

"นกทั้งหลายต่างก็หากินไปไม่มีที่หยุด ต่างก็เลี้ยงตัวเองไปตามประสา มันก็ยังทนทานไปได้ ตัวเราค่อยอดค่อนทนไปก็ดีเหมือนกัน สัตว์ทั้งหลายก็ทุกข์ยากอย่างเรา เราก็ทุกข์ยากอย่างเรา สัตว์ในโลกก็ทุกข์เหมือนกันทุกอย่าง เราไม่ควรจะเหนื่อยคร้าน ค่อยอดค่อยทนตามพ่อแม่นำพาไป"

เป็นผู้มีพรหมวิหารสี่
หลวงพ่อมีความเมตตากรุณา และพรหมวิหารสี่มาแต่เยาว์วัยอย่างหาที่เปรียบมิได้ เพื่อนของหลวงพ่อตั้งแต่สมัยนั้นเล่าว่า เมื่อสมัยที่ท่านเป็นเด็กระหว่างทางไปหาของหรืออาหารป่า ทุกครั้งที่เห็นสัตว์ถูกกำดักของนายพราน ท่านจะปล่อยสัตว์เหล่านั้นให้มีอิสระภาพเสมอ แล้วจะหาสิ่งของมาทดแทนให้กับนายพราน เพื่อเป็นการแลกเปลี่ยนกับชีวิตของมัน

ครั้งหนึ่งท่านเห็นตัวตุ่นถูกกำดักนายพรานติดอยู่ในโพรงไม้ไผ่ ด้วยความสงสารท่านจึงปล่อยตัวตุ่นนั้นไป แล้วหยิบหัวมันที่หามาได้จากในป่า ซึ่งตั้งใจไว้ว่าจะนำไปให้พ่อแม่และน้อง ๆ กิน ใส่เข้าไปในโพรงไม้นั้นแทน เพื่อเป็นการชดใช้แลกเปลี่ยนกับชีวิตของตัวตุ่นนั้น ต่อมา มีอยู่วันหนึ่งท่านไปพบปลาดุกติดเบ็กของชาวบ้านที่นำมาปักไว้ที่ห้วย ท่านเห็นมันดิ้นทุรนทุรายแล้วเกิดความสงสารเวทนาปลาดุกตัวนั้นมาก จึงปลดมันออกจากเบ็ดแล้วเอาหัวผักกาดที่ท่านทำงานแลกมา ซึ่งตั้งใจไว้ว่าจะนำไปให้พ่อแม่และน้อง ๆ กิน มาเกี่ยวไว้แทนเป็นการแลกเปลี่ยนชีวิตปลาดุกนั้น หลวงพ่อได้เมตตาบอกถึงเหตุผลที่กระทำเช่นนั้นว่า ในเวลานั้นท่านมีความเวทนาสงสาร สัตว์เหล่านั้นจึงได้ช่วยชีวิตของมันไว้ ท่านมักจะสั่งสอนลูกศิษย์อยู่เสมอว่า

"ชีวิตของใคร ๆ ก็รักทั้งนั้น เราทุกคนควรจะเมตตาตนเอง และเมตตาผู้อื่นอยู่เสมอโลกนี้จะได้มีความสุข"

ด้วยความที่ท่านเป็นผู้ที่ไม่ชอบการผิดศีลมาตั้งแต่สมัยเด็ก เมื่อท่านเห็นว่าคนอื่นจะผิดศีล ข้อปาณาติบาต (การฆ่าสัตว์ตัดชีวิต) ก็รู้สึกสงสารทั้งผู้ทำปาณาตีบาตและผู้ถูกปาณาติบาต ซึ่งท่านไม่อยากเห็นพวกเขามีเวรมีกรรมกันต่อไป แต่ในขณะเดียวกันท่านก็ไม่ต้องการให้ตัวเองต้องผิดศีลโดยไปลักขโมยของผู้อื่น ซึ่งในเวลานั้นท่านไม่รู้ว่าจะทำอย่างไรดี ท่านจึงต้องหาสิ่งของมาตอบแทนให้กับเขา แต่ในบางครั้งก็ไม่มีสิ่งของมาแลกกับชีวิตของสัตว์เหล่านั้นเหมือนกัน แต่ท่านก็สามารถจะช่วยมันได้โดยปล่อยมันให้เป็นอิสระ แล้วท่านะนั่งรอนายพรานจนกว่าเขาจะมาและก็ขอเอาตัวเอง ชดใช้แทน ซึ่งท่านได้เล่าว่า บางคนก็ไม่ถือสาเอาความ แต่บางคนก็ให้ไปทำงานหรือทำความสะอาด ทดแทนกับที่ท่านไปปล่อยสัตว์ที่เขาดักไว้ แต่ไม่เคยมีใครทำร้ายทุบตีท่าน อาจจะมีบ้างก็เพียงแต่ว่ากล่าวตักเตือน

ท่านเคยพูดว่า

"แม้ว่าบางครั้งจะต้องทำงานหนักเพื่อใช้ชีวิตของสัตว์ที่ท่านได้ปล่อยไป แต่ท่านก็รู้สึกยินดีและปิติใจเป็นอันมากที่ได้ทำในสิ่งที่ดีงามเหล่านี้"

กินอาหารมังสวิรัติ
เมื่อท่านอายุได้ ๑๒ ปี ท่านได้พบเหตุการณ์สำคัญที่ทำไม่อยากจะกินเนื้อสัตว์นั้นเลยนับแต่นั้นมา กล่าวคือ มีครั้งหนึ่งท่านได้เห็นพญากวางใหญ่ถูกนายพรานยิง แทนที่พญากวางตัวนั้นจะร้องเป็นเสียงสัตว์มันกลับร้องโอย โอย ๆ ๆ ๆ เหมือนเสียงคนร้อง แล้วสิ้นใจตายในที่สุด และเมื่อท่านไปอยู่กับ ครูบาชัยลังก๋า ซึ่งไม่ฉันเนื้อสัตว์ หลวงพ่อจึงงดเว้นอาหารจำพวกเนื้อสัตว์ตั้งแต่นั้นมา
อีกประการหนึ่ง อาจเป็นด้วยบุญบารมีที่ท่านได้สร้างสมมาแต่อดีตชาติ ประกอบกับได้เห็นความทุกข์ยากของสัตว์ต่าง ๆ ที่ถูกทำร้าย จึงทำให้ท่านเกิดความสลดใจอยู่เสมอ ท่านจึงตั้งจิตอธิษฐานถึงคุณพระศรีรัตนตรัยตั้งแต่นั้นมาว่า & quot;จะไม่ขอเบียดเบียนชีวิตผู้อื่นไม่ว่าจะเป็นคนหรือสัตว์และจะไม่ขอกินเนื้อสัตว์อีกต่อไป ท่านได้เมตตาสอนว่า

"สรรพสัตว์ทั้งหลายย่อมรักและหวงแหนชีวิตของมันเอง เราทุกคนไม่ควรจะเบียดเบียนมัน มันจะได้อยู่อย่างเป็นสุข"

และท่านยังพูดเสมอว่า

"ท่านต้องการให้ศีลของท่านบริสุทธิ์ขึ้นไปเรื่อยๆ"

สัตว์ทุกตัวมันก็รักชีวิตของมันเหมือนกัน เมื่อเราฆ่ามันตายเพื่อกินเนื้อมัน จิตของมันไปที่สำนักพญายม ก็จะฟ้องร้องว่าคนนั้นฆ่ามันตาย คนนี้กินเนื้อของมัน ถึงแม้จะไม่ได้ฆ่า คนกินก็เป็นจำเลยด้วยก็ย่อมต้องได้รับโทษ แต่จะออกมาในรูปของการเจ็บไข้ได้ป่วยและความไม่สบายต่าง ๆ ซึ่งเจ้าตัวไม่รู้สึก เห็นว่าเป็นเรื่องธรรมดา

บรรพชาเป็นสามเณร
เมื่อท่านอายุย่าง ๑๓ ปี (พ.ศ. ๒๔๖๘) ด้วยผลบุญที่ท่านได้บำเพ็ญมาตั้งแต่ปางก่อนในอดีตชาติ และได้รับการอบรมสั่งสอนจากพระสงฆ์ครูบาอาจารย์ในชาตินี้ จึงดลบันดาลให้ท่านมีความ เบื่อหน่ายต่อชีวิตทางโลก อันเป็นทุกขัง อนิจจัง อนัตตา แห่งนี้ ท่านจึงได้รบเร้าขอให้พ่อแม่ท่านไปบวช เพื่อท่านจะได้บำเพ็ญธรรมะขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า เมือบิดามารดาได้ฟังก็เกิดความ ปิติยินดีเป็นยิ่งนัก

ไม่นานหลังจากนั้น พ่อแม่ก็ได้นำท่านไปฝากกับหลวงอาท่านได้อยู่เป็นเด็กวัดกับหลวงอาได้ไม่นาน หลวงอาจึงนำท่านไปฝากตัวเป็นศิษย์และบวชเณรกับครูบาชัยลังก๋า (ซึ่งเป็นธุดงค์กรรมฐานรุ่นพี่ของครูบาศรีชัย) ครูบาชัยลังก๋าได้ตั้งชื่อให้ท่านใหม่หลังจากเป็นสามเณรแล้วว่า "สามเณรชัยลังก๋า" เช่นเดียวกับชื่อของครูบาชัยลังก๋า

มีความเคารพเชื่อฟัง
ท่านเป็นผู้ที่มีความขยันหมั่นเพียรและเคารพเชื่อฟังครูบาอาจารย์ตลอดจนผู้สูงอายุ จึงทำให้ครูบาอาจารย์และผู้เฒ่าผู้แก่รักใคร่เอ็นดูมาก จนเป็นเหตุทำให้เพื่อนเณรบางคนพากันอิจฉาริษยา หาว่าท่านประจบครูบาอาจารย์ เมื่อใดที่ท่านอยู่ห่างจากครูบาอาจารย์เป็นต้องถูกรังแกเสมอ ทำให้การอยู่ปรนนิบัติติดตามครูบาอาจารย์เป็นไปอย่างไม่มีความสุข แต่ด้วยความเคารพกตัญญูต่อครูบาอาจารย์ และต้องการที่จะปฏิบัติธรรมกรรมฐานเพื่อมรรคผลพระนิพพาน ท่านจึงได้ใช้ขันติและให้อภัยแก่พระเณรเหล่านั้น ที่ไม่รู้สัจจธรรมในเรื่องกฎแห่งกรรม ที่องค์สมเด็จพระชินสีห์ได้กล่าวไว้ว่า

"ทำความดีได้ดี ทำความชั่วผลแห่งความชั่วย่อมตอบสนองผู้นั้น"




สมาชิกแสดงการอนุโมทนาบทความของคุณ:

Muisan, jummum, Amitah6800, nootum, chon, LEOzenith

หัวข้อกระทู้นี้, มี 6 สมาชิก แสดงการอนุโมทนา!
บันทึกการเข้า

"หมั่นทำเข้าไว้ พระท่านคอยจะช่วยเราอยู่แล้ว แล้วเราได้ช่วยเหลือตัวเองก่อนหรือยัง"

"หลวงพ่อครับ ที่ว่าธรรมย่อมรักษาผู้ประพฤติธรรมนั้น ธรรมที่ว่านั้นท่านหมายถึงธรรมเรื่องใดครับ"
 หลวงพ่อท่านก็ตอบในทันทีว่า "กายสุจริต วาจาสุจริต และมโนสุจริต"
นะโม
สมาชิกวิริยะ
***
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 226

อนุโมทนา
-มอบให้: 905
-ได้รับ: 3309


นะโม พรหมปัญโญ


« ตอบ #1 เมื่อ: พฤษภาคม 06, 2010, 02:08:14 AM »

พบชายชราลึกลับ
เพื่อนพระสงฆ์ที่เคยอยู่ร่วมกันกับท่านในสมัยเป็นเณรได้เล่าว่า "หลวงพ่อวงศ์เป็นผู้มีขันติและอภัยทานสูงส่งจริงๆ" ครั้งหนึ่งท่านเคยถูกเณรองค์อื่น (ซึ่งไม่ควรจะถือว่าเป็นพระหรือเณร) เอาน้ำรักทาไว้บนที่นอนของท่านในสมัยนั้นยังไม่มีไฟฟ้า และเทียนก็หาได้ยาก ท่านจึงมองไม่เห็น เมื่อท่านนอนลงไป น้ำรักก็ได้กัดผิวหนังของท่านจนแสบจนคัน ท่านจึงได้เกาจนเป็นแผลไปทั้งตัว ไม่นานแผลเหล่านั้นก็ได้เน่าเปื่อยขึ้นมาจนทำให้ท่านได้รับทุกขเวทนามาก แต่ด้วยความที่ท่านเป็นคนดีมีธรรมะเมตตา ให้อโหสิกรรมกับผู้อื่น ท่านจึงใช้ขันติข่มความเจ็บปวดเหล่านั้นโดยไม่ปริปากหรือกล่าวโทษผู้ใด ทุกครั้งที่ครูบาอาจารย์ถาม ท่านก็ไม่ยอมที่จะกล่าวโทษใครเลย เพียงเรียนไปว่าขออภัยให้กับพวกคนเหล่านั้นเท่านั้น และขอยึดเอาคำของครูบาอาจารย์มาปฏิบัติ เพื่อจะได้ไม่มีเวรกรรมกันต่อไปในอนาคต และเพื่อความหลุดพ้นจากวัฎสงสารแห่งนี้เข้าสู่นิพพาน ดังที่ครูบาอาจารย์ได้อบรมสั่งสอนมาด้วยความยากลำบาก ในการที่จะให้ลูกศิษย์ลูกหาเป็นคนดีและเป็นพระสงฆ์เนื้อนาบุญของ พุทธบริษัทต่อไป
ด้วยผลบุญที่ท่านได้สั่งสมมาแต่อดีตถึงปัจจุบัน จึงดลบันดาลให้มีชายชราชาวขมุนำยามาให้ท่านกินให้ท่านทาเป็นเวลา ๓ คืน เมื่อท่านหายดีแล้ว ชายชราผู้นั้นก็ได้กลับมาหาท่านและได้พูดกับท่านว่า

"เป็นผลบุญของเณรน้อยที่ได้สร้างสมมาแต่อดีตถึงปัจจุบันไว้ดีมาก และมีความกตัญญูเคารพเชื่อฟังพ่อแม่ครูบาอาจารย์ดีมาก จึงทำให้แผลหายเร็ว ขอให้เณรน้อยจงหมั่นทำความดีปฏิบัติธรรมและเคารพเชื่อฟังครูบาอาจารย์ต่อไป อย่าได้ท้อถอยไม่ว่าจะมีมารมาขัดขวางอย่างไรก็ดี ขอเณรน้อยใช้ความดีชนะความไม่ดีทั้งหลายต่อไปในภายภาคหน้า สามเณรน้อยจะได้เป็นพระสงฆ์เนื้อนาบุญของพุทธบริษัทต่อไป"

เมื่อชายชราผู้นั้นกล่าวจบแล้ว จึงได้เดินลงจากกุฏิที่ท่านพักอยู่ สามเณรชัยลังก๋านึกได้ยังไม่ได้ถามชื่อแซ่ของชายชราผู้มีพระคุณ จึงวิ่งตามลงมา แต่เดินหาเท่าไรก็ไม่พบชายชราผู้นั้น ท่านจึงได้สอบถามผู้คนที่อยู่ในบริเวณนั้น ทุกคนบอกเป็นเสียงเดียวกันว่าไม่พบเห็นชายชราเช่นนี้มาก่อนเลย นอกจากเห็นท่านนอนอยู่องค์เดียวในกุฏิ จากคำพูดของคนเหล่านี้ทำให้ท่านประหลาดใจมาก เพราะท่านได้พูดคุยกับชายชราผู้นั้นถึง ๓ คืน ทุกครั้งที่ชายชราผู้นี้มาทายา และทำยาให้ท่านกินเหตุการณ์นี้ ทำให้ท่านคิดว่าชายชราผู้นั้นถ้าไม่เป็นเทพแปลงกายมา ก็อาจจะเป็นผู้ทรงศีลที่บำเพ็ญอยู่ในป่าจนได้อภิญญาการกลั่นแกล้งจากพระเณรที่อิจฉาริษยายังไม่สิ้นสุดแค่นั้น บางครั้งเวลานอนก็ถูกเอาทราบกรอกปาก ถึงเวลานั้นก็ฉันไม่ได้มาก เพราะถูกพระเณรที่ไม่เชื่อในเรื่องบาปบุญคุณโทษรังแกหรือหยิบอาหารของท่านไปกิน แต่ด้วยความที่ท่านเป็นผู้มีความอดทนและยึดมั่นในคำสั่งสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ท่านจึงอโหสิกรรมพวกเขาและใช้ขันติในการปฏิบัติธรรมรับใช้ปรนนิบัติครูบาอาจารย์ด้วยดีต่อไป ครูบาชัยลังก๋า มักลูบหัวของท่านด้วยความรักเอ็นดู และสั่งสอนให้ด้วยความเมตตาอยู่เสมอว่า

"มันเป็นกรรมเก่าของเณรน้อยตุ๊ลุงขอให้เณรน้อยใช้ขันติและความเพียรต่อไป เพื่อโลกุตตรธรรมอันยิ่งใหญ่ในภายหน้า เมื่อถึงเวลานั้นแล้วทุกคนที่เคยล่วงเกินเณรน้อย เขาจะรู้กรรมที่ได้ล่วงเกินเณรน้อยมา"

ไปวัดพระพุทธบาทห้วยต้ม
ในระยะที่อยู่กับครูบาชัยลังก๋าๆ ได้เมตตาอบรมสั่งสอนวิชาการต่างๆ ให้แก่ท่านเช่น ภาษาลานนา ธรรมะ การปฏิบัติกรรมฐาน รวมทั้งธุดงควัตร ตลอดถึงการดำรงชีวิตในป่าขณะธุดงค์ ครูบา-ชัยลังก๋ามักพาท่านไปแสวงบุญและธุดงค์ไปในที่ต่างๆ เสมอ เพื่อให้ท่านมีประสบการณ์ ทั้งยังเคยพาท่านไปนมัสการรอบพระพุทธบาทห้วยต้มหลายครั้ง (วัดพระพุทธบาทห้วยต้น ในสมัยก่อนนั้นชื่อว่า วัดพระพุทธบาทห้วยข้าวต้ม) สมัยนั้นวัดนี้เป็นวัดร้างยังเป็นเขาอยู่ ครั้งหนึ่งสามเณรชัยลังก๋าเห็นวิหารทรุดโทรมมาก จึงกราบเรียนถาม ครูบาชัยลังก๋า

"ทำไมตุ๊ลุงถึงไม่มาสร้างวัดนี้มันทรุดโทรมมาก"

ครูบาชัยลังก๋าตอบด้วยความเมตตาว่า

"มันไม่ใช่หน้าที่ของตุ๊ลุงแต่จะมีพระน้อยเมืองตื๋นมาสร้าง"

ขณะที่ครูบาชัยลังก๋ากล่าวอยู่นั้น ท่านก็ได้ชี้มือมาที่สามเณรน้อยชัยลังก๋าพร้อมกับกล่าวว่า

"อาจจะเป็นเณรน้อยนี้กะบ่ฮู้ที่จะมาบูรณะวัดนี้"

ท่านจึงได้เรียนไปว่า

"เฮายังเป็นเณร จะสร้างได้อย่างใด"

ครูบาชัยลังก๋าจึงกล่าวตอบไปด้วยความเมตตาว่า

"ถึงเวลาจะมาสร้าง ก็จะมาสร้างเอง"

คำพูดของครูบาชัยลังก๋านี้ไปพ้องกับคำพูดของ ครูบาศรีวิชัย ที่เคยกล่าวกับหม่องย่นชาวพม่า เมื่อตอนที่หลวงพ่ออายุได้ ๕ ขวบ ในครั้งนั้น ครูบาศรีวิชัยได้รับนิมนต์จากหม่องย่นให้มารับถวายศาลาที่วัดพระพุทธบาทห้วยต้ม หม่องย่นให้ขอนิมนต์ครูบาศรีวิชัยมาบูรณะวัดพระพุทธบาทห้วยต้มให้เจริญรุ่งเรือง แต่ครูบาศรีวิชัยได้ตอบปฏิเสธไปว่า

"ไม่ใช่หน้าที่กู จะมีพระน้อยเมืองตื๋นมาสร้างในภายภาคหน้า"

ท่านอยู่กับครูบาชัยลังก๋าที่วัดพระธาตุแก่งสร้อยเป็นเวลา ๑ ปี หลังจากนั้นครูบาชัยลังก๋าได้ออกจาริกธุดงค์ไปโปรดชาวบ้านที่จังหวัดเชียงราย ครูบาชัยลังก๋าได้ให้ท่านอยู่เฝ้าวัดกับพระเณรองค์อื่นในช่วงที่ท่านอยู่วัดนี้ ท่านก็ได้พบกันครูบาศรีวิชัยเป็นครั้งแรกซึ่งท่านเคารพนับถือครูบาศรีวิชัยมาก่อนหน้านี้แล้ว
ในครั้งนั้นครูบาศรีวิชัยได้มาเป็นประธานในการฉลองพระธาตุที่วัดพระธาตุแก่งสร้อย ในโอกาสนี้ท่านจึงได้อยู่ใกล้ชิดปรนนิบัติรับใช้ครูบาศรีวิชัยเป็นเวลา ๗ วัน การพบกันครั้งแรกนี้ ครูบาศรีวิชัยก็ได้รับท่านไว้เป็นศิษย์ตั้งแต่นั้นมา หลังจากเหตุการณ์ในครั้งนี้ผ่านพ้นไปแล้ว ท่านก็ยังประจำอยู่ที่วัดพระธาตุแก่งสร้อยได้ไม่นาน เพราะทนต่อการกลั่นแกล้งจากพระเณรอื่นไม่ไหว จึงได้เดินทางกลับมาอยู่กับหลวงน้าของท่านเพื่อช่วยสร้างพระวิหารที่วัดก้อท่า ซึ่งเป็นวัดร้างประจำหมู่บ้านก้อท่า ตำบลก้อทุ่ง อำเภอลี้ จังหวัดลำพูน

ในระหว่างอายุ ๑๕-๒๐ ปีนั้น ท่านได้ติดตามครูบาอาจารย์หลายองค์ และได้จาริกออกธุดงค์ ปฏิบัติธรรมตามที่ต่างๆ ตลอดจนได้ไปอบรมสั่งสอนชาวบ้านชาวเขาในที่ต่างๆ ด้วยเช่นกันในบางครั้งก็ไปกับครูบาอาจารย์ในบางครั้งก็ไปองค์เดียวเพียงลำพัง เมื่อมีโอกาสท่านก็จะกลับมารับการ ฝึกอบรมจากครูบาอาจารย์ทุกองค์ของท่านเสมอๆ

อุปสมบทเป็นพระภิกษุ
เมื่ออายุ ๒๐ ปี ท่านได้อุปสมบทเป็นพระภิกษุ โดยมีครูบาพรหมจักร วัดพระบาทตากผ้าเป็นอุปัชฌาย์ ได้รับฉายาว่า "ชัยยะวงศา" ในระหว่างนั้น ท่านได้อยู่ปฏิบัติและศึกษาธรรมะกับครูบาพรหมจักร ในบางโอกาสท่านก็จะเดินธุดงค์ปฏิบัติธรรมไปในที่ต่างๆ ทั้งลาวและพม่า ท่านได้อยู่กับครูบาพรหมจักรระยะหนึ่งแล้ว จึงได้กราบลาครูบาพรหมจักรออกจาริกธุดงค์ไปแสวงหาสัจจธรรม ความหลุดพ้นจากวัฏสงสารแห่งนี้เพียงลำพังองค์เดียวต่อ เพื่อเผยแพร่สั่งสอนธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้กับพวกชาวเขาในที่ต่าง
ๆ เช่นเคย

สอนธรรมะแก่ชาวเขา
ขณะที่ท่านธุดงค์ไปในที่ต่างๆ ท่านได้พบและอบรมสั่งสอนธรรมะของพระพุทธองค์ให้กับชาวบ้านและชาวเขาในที่ต่างๆ ท่านเล่าว่า ตอนที่ท่านพบชาวเขาใหม่ๆ นั้น ในสมัยนั้นชาวเขาส่วนใหญ่ยังไม่ได้นับถือพุทธศาสนา ในขณะที่ท่านจาริกธุดงค์ไปตามหมู่บ้านของพวกชาวเขา พวกชาวเขาเหล่านี้ก็จะรีบอุ้มลูกจูงหลานหลบเข้าบ้านเงียบหายกันหมด พร้อมกับตะโกนบอกต่อๆ กันว่า "ผีตาวอดมาแล้วๆ ๆ" ในบางแห่ง พวกผู้ชายบางคนที่ใจกล้าหน่อยก็เข้ามาสอบถามและพูดคุยกับท่าน บางคนเห็นหัวของท่านแล้วอดรนทนไม่ไหวที่เห็นหัวของท่านเหน่งใส จึงเอามือลูบหัวของท่านและทักทายท่านว่า "เสี่ยว" (แปลว่าเพื่อน) หลวงพ่อว่าในตอนนั้นท่านไม่รู้สึกเคืองหรือตำหนิเขาเหล่านั้นเลย นอกจากขบขันในความซื่อของพวกเขา เพราะพวกเขายังไม่รู้จักพุทธศาสนา ในสมัยนั้นพวกชาวเขายังนับถือลัทธิบูชาผีบูชาเจ้า ด้วยเหตุนี้ท่านจึงได้ถือธุดงค์ปฏิบัติกรรมฐานในสถานที่แห่งนั้น เพื่อจะหาโอกาสสอนธรรมะของพระพุทธองค์ให้กับพวกชาวเขา การสอนของท่านนั้น ท่านได้เมตตาบอกว่า ท่านต้องทำและสอนให้พวกเขารู้อย่างช้าๆ ค่อยเป็นค่อยไป โดยไม่ทำให้พวกเขามีความรู้สึกแปลกประหลาดและขัดต่อจิตใจความเป็นอยู่ที่เขามีอยู่ท่านได้ใช้ตัวของท่านเองเป็นตัวอย่างให้เขาดู ในการที่จะทำให้พวกเขาหันมาปฏิบัติธรรมะของพระพุทธองค์ เมื่อพวกเขาถามท่านว่า "ทำไมท่านจึงโกนผมจนหัวเหน่งและนุ่งห่มสีเหลืองทั้งชุดดูแล้วแปลดี" ท่านก็จะถือเอาเรื่องที่เขาถามมาเป็นเหตุในการเทศน์ เพื่อเผยแพร่ธรรมะให้พวกเขาได้ปฏิบัติและรับรู้กัน

หลวงพ่อได้เล่าว่า

"การสอนให้เขารู้ธรรมะนั้น ท่านต้องสอนไปทีละขั้น เพื่อให้เขารู้จักพระพุทธเจ้าและพระสงฆ์เสียก่อน จากนั้นท่านจึงสอนพระธรรมคำสั่งสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้กับพวกเขา โดยเฉพาะการทำงาน การถือศีลและการนั่งภาวนา ให้พวกเขาได้ปฏิบัติยึดถือกัน โดยเฉพาะเรื่องของศีล ๕ ท่านจะสอนเน้นให้พวกเขาไม่เบียดเบียนผู้อื่นและไม่ทำร้ายผู้อื่น เพื่อจะได้ไม่เป็นเวรกรรมกันต่อไปในภายภาคหน้า ซึ่งการสอนของท่านทำให้พวกชาวเขาได้รับความสงบสุขภายในหมู่บ้านของเขาอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน พวกเขาจึงยิ่งเคารพนับถือ และเชื่อฟังในคำสั่งสอนของท่านมากยิ่งขึ้น"

สอนกินมังสวิรัติ
หลวงพ่อได้เมตตาเล่าให้ฟังว่า ในสมัยนั้นพวกชาวเขาได้นำอาหารที่มีเนื้อสัตว์มาถวาย แต่ท่านหยิบฉันเฉพาะที่เป็นผักเป็นพืชเท่านั้น ทำให้เขาเกิดความสงสัย ท่านจึงได้ยกเอาเรื่องในพุทธชาดกมาเทศน์ให้พวกเขาฟัง เพื่อเป็นการเน้นให้เห็นถึงกฎแห่งกรรมและผลดีของการรักษาศีลท่านได้อยู่อบรมสั่งสอนให้พวกเขารับรู้ถึงธรรมะและการรักษาศีลอยู่เสมอๆ ทำให้พวกเขาเลื่อมใสและหันกลับมานับถือพระพุทธศาสนาโดยละทิ้งประเพณีเก่าๆ ที่เคยปฏิบัติกันมา
ต่อมาพวกชาวเขาเหล่านี้ก็ได้เจริญรอยตามท่าน โดยเลิกกินเนื้อสัตว์หันมากินมังสาวิรัติแทน (ดังที่เราจะเห็นได้จากกะเหรี่ยงที่อพยพมาอยู่ที่หมู่บ้านห้วยต้มในปัจจุบันนี้) เมื่อท่านได้สอนพวกเขาให้นับถือศาสนาพุทธแล้ว ท่านก็จะจาริกธุดงค์แสวงหาสัจธรรมต่อไป และถ้ามีโอกาสท่านก็จะกลับไปโปรดพวกเขาเหล่านั้นอยู่เสมอ ด้วยเหตุนี้ชาวเขาและชาวบ้านในที่ต่างๆ ที่ท่านเคยไปสั่งสอนมาจึงเคารพนับถือท่านมาก

ช่วยสร้างทางขึ้นดอยสุเทพ
เมื่ออายุได้ ๒๒ ปี ท่านจึงเดินทางกลับมาหา ครูบาศรีวิชัย พร้อมกับชาวกะเหรี่ยงที่เป็นศิษย์ของท่าน เพื่อช่วยครูบาศรีวิชัยสร้างทางขึ้นดอยสุเทพในครั้งนี้ ครูบาศรีวิชัย ได้เมตตาให้ท่านเป็นกำลังสำคัญ ทำงานร่วมกับ ครูบาขาวปี ในการควบคุมชาวเขาช่วยสร้างทางอยู่เสมอ โดยเฉพาะในช่วงที่ยากลำบาก เช่น การสร้างถนนในช่วงหักศอกก่อนที่จะถึงดอยสุเทพ (ช่วงที่คนวิพากษ์วิจารณ์ครูบาศรีวิชัยกันมากที่สร้างถนนหักศอกมากเกินไป) ในระหว่างกำลังสร้างทางช่วงนี้ ได้มีหินก้อนใหญ่มากติดอยู่ใกล้หน้าผา จะใช้กำลังคนหรือช้างลากเช่นไรก็ไม่ทำให้หินนั้นเคลื่อนไหวได้ ชาวกะเหรี่ยงที่ทำงานอยู่นั้นจึงไปกราบเรียนให้ ครูบาศรีวิชัย ทราบท่านจึงให้คนไปตามหลวงพ่อซึ่งกำลังสร้างทางช่วงอื่นอยู่ เมื่อหลวงพ่อวงศ์มาถึงท่านได้ยืนพิจารณาอยู่ครู่หนึ่ง จึงได้เดินทางไปผลักหินก้อนนั้นลงสู่หน้าผานั้นไป เหตุการณ์นี้ทำให้ ผู้ที่อยู่ในเหตุการณ์แปลกใจไปตามๆ กันที่เห็นท่านใช้มือผลักหินนั้นโดยไม่อาศัยเครื่องมือใดๆ ครูบาศรีวิชัยได้ยืนยิ้มอยู่ข้างๆ ท่านด้วยความพอใจ

สมาชิกแสดงการอนุโมทนาบทความของคุณ:

jummum, Amitah6800, nootum, chon, LEOzenith

หัวข้อกระทู้นี้, มี 5 สมาชิก แสดงการอนุโมทนา!
บันทึกการเข้า

"หมั่นทำเข้าไว้ พระท่านคอยจะช่วยเราอยู่แล้ว แล้วเราได้ช่วยเหลือตัวเองก่อนหรือยัง"

"หลวงพ่อครับ ที่ว่าธรรมย่อมรักษาผู้ประพฤติธรรมนั้น ธรรมที่ว่านั้นท่านหมายถึงธรรมเรื่องใดครับ"
 หลวงพ่อท่านก็ตอบในทันทีว่า "กายสุจริต วาจาสุจริต และมโนสุจริต"
นะโม
สมาชิกวิริยะ
***
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 226

อนุโมทนา
-มอบให้: 905
-ได้รับ: 3309


นะโม พรหมปัญโญ


« ตอบ #2 เมื่อ: พฤษภาคม 06, 2010, 02:09:11 AM »

ประทับรอยเท้าเป็นอนุสรณ์
ขณะที่ท่านช่วยครูบาศรีวิชัยสร้างทางขึ้นดอยสุเทพ ท่านได้ประทับรอยเท้าลึกลงไปในหินประมาณ ๑ ช.ม. ข้างน้ำตกห้วยแก้ว (ช่วงตอนกลางๆ ของทางขึ้นดอยสุเทพ เพื่อเป็นอนุสรณ์ที่ท่านได้มาช่วย ครูบาศรีวิชัยสร้างทาง
เมื่อปี พ.ศ. ๒๕๒๓ หลวงพ่อขึ้นไปนมัสการพระธาตุ-ดอยสุเทพ ขากลับท่านได้พาไปนมัสการวัดอนาคามี (ซึ่งเป็นวัดที่ครูบาศรีวิชัยได้มอบให้ท่านเป็นผู้ควบคุมการสร้าง ปัจจุบันทรุดโทรมหมดแล้ว) ระหว่างทางท่านได้พาพวกเราไปดูรอยเท้าที่ท่านประทับไว้ รอยเท้านั้นลึกลงไปในหินประมาณครึ่งเซนติเมตรมีรอยถูกน้ำกัดเซาะ พวกเราแปลกใจมากที่เห็นรอยเท้านั้น พอดีกับเท้าของท่านเมื่อท่านเหยียบลงไป (การประทับรอยเท้าเช่นนี้ท่านเคยไปประทับรอยเท้าและรอยมือไว้บนแผ่นหิน ณ ประเทศศรีลังกา เพื่อเป็นอนุสรณ์เช่นกันเป็นที่ประจักษ์สายตาของคณะศิษย์ที่ร่วมเดินทางไปทุกครั้ง)

อุปสรรค
ท่านเป็นผู้ที่ครูบาศรีวิชัยไว้ใจมากองค์หนึ่ง เพราะเมื่อครูบาศรีวิชัยมีปัญหาเรื่องขาดกำลังคน ครูบาศรีวิชัยก็จะมอบหน้าที่ให้ท่านไปนำกะเหรี่ยงอยู่บนดอยต่างๆ มาช่วยสร้างทางหลวงพ่อเล่าว่า การสร้างทางขึ้นดอยสุเทพ และการสร้างบารมีของครูบาศรีวิชัยนั้นทุกข์ยากลำบากมาก เพราะถูกกลั่นแกล้งจากบุคคลอื่นที่ไม่เข้าใจและอิจฉาริษยาอยู่เสมอ ทุกครั้งที่ครูบาศรีวิชัยให้ท่านไปนำกะเหรี่ยงมาช่วยสร้างทาง ระหว่างการเดินทางต้องคอยหลบเลี่ยงจากการตรวจจับของพวกตำรวจหลวง และคณะสงฆ์ที่ไม่เข้าใจ ครูบาศรีวิชัยท่านได้เล่าว่าในเวลากลางวันต้องหลบซ่อนกันในป่าหรือเดินทางให้ห่างไกล
จากเส้นทางสัญจร เพื่อหลบให้ห่างจากผู้ขัดขวาง ส่วนในเวลากลางคืนต้องรีบเดินทางกันอย่างฉุกละหุก เพราะเส้นทางต่างๆ มืดมากต้องอาศัยโคมไฟตามบ้านเป็นการดูทิศทาง เพื่อให้ถึงจุดหมายปลายทางเร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้
ด้วยบารมีและความตั้งมั่นในการทำความดีของครูบาศรีวิชัยที่มีต่อพระพุทธศาสนา ทำให้พุทธบริษัททั้งชาวบ้านและชาวเขาจากในที่ต่างๆ จำนวนมาก มาช่วยสร้างทางขึ้นดอยสุเทพได้สำเร็จดังความตั้งใจของครูบาศรีวิชัย โดยใช้เวลาสร้างเพียง ๗ เดือนเท่านั้น เมื่อครูบาศรีวิชัยสร้างทางขึ้นดอยสุเทพสำเร็จแล้ว หลวงพ่อจึงได้ไปกราบลาครูบาศรีวิชัย กลับไปอยู่ที่เมืองตื๋น วัดจอมหมอก ตำบลแม่ตื๋น กิ่งอำเภออมก๋อย จังหวัดเชียงใหม่

ถูกจับห่มขาว
เมื่ออายุได้ ๒๓ ปี ขณะที่ท่านอยู่ที่วัดจอมหมอก เจ้าคณะตำบลได้มาจับท่านสึก ในข้อหาที่ท่านเป็นศิษย์และเป็นกำลังสำคัญ ที่ปฏิบัติเชื่อฟังครูบาศรีวิชัยอย่างเคร่งครัด (ซึ่งในขณะนั้นครูบาศรีวิชัยได้ถูกจับมาสอบสวนอธิกรณ์ที่กรุงเทพฯ ) แต่ตัวท่านเองไม่ปรารถนาที่จะสึกจะหนีไม่ได้ เมื่อทางคณะสงฆ์จะจับท่านสึกและให้นุ่งห่มดำหรือแต่งแบบฆราวาส ท่านไม่ยอมเพราะท่านไม่ได้ผิดข้อปฏิบัติของสงฆ์ แต่เมื่อคณะสงฆ์ที่ไปจับท่านสึกไม่ให้ห่อเหลือง ท่านจึงหาผ้าขาวมาห่มแบบสงฆ์เลียนเยี่ยงอย่าง ครูบาขาวปี วัดผาหนาม (ซึ่งเคยถูกจับสึกไม่ให้ห่อเหลืองในข้อหาเดียวกัน ในคราวที่ครูบาศรีวิชัยถูกอธิกรณ์ก่อนที่จะมีการสร้างทางขึ้นดอยสุเทพ และยึดถือข้อวัตรปฏิบัติเหมือนที่เป็นสงฆ์อย่างเดิม ซึ่ง หลวงพ่อครูบาพรหมจักร วัดพระบาทตากผ้า, ครูบาบุญทืม และ เจ้าคุณราชฯ เจ้าคณะจังหวัดลำพูนองค์ก่อนวัดจามเทวีเคยพูดว่า

"ในหมู่พระสงฆ์และฆราวาสที่เป็นศิษย์ของครูบาศรีวิชัย ก็ยังนับถือหลวงพ่อเป็นพระสงฆ์เช่นเดิม เพราะการสึกในครั้งนั้นไม่สมบูรณ์ ครูบาวงศ์ไม่ได้ทำผิดพระวินัยของสงฆ์ และในขณะที่สึกนั้นจิตใจของท่านก็ไม่ยอมรับที่จะสึก ยังยึดมั่นว่าตัวเองเป็นพระสงฆ์เหมือนเดิม ดังจะเห็นได้จากการที่ท่านยังปฏิบัติข้อวัตร พระธรรมวินัยของสงฆ์ทุกประการ"

หลวงพ่อได้เล่าว่า ในคราวนั้นลูกศิษย์ลูกหาของครูบาศรีวิชัยระส่ำระสายกันมาก บางองค์ก็ถูกจับสึกเป็นฆราวาส บางองค์ก็หนีไปอยู่ที่อื่นบ้าง ในป่าในเขาบ้าง เพื่อไม่ให้ถูกจับสึก

รวมตัวที่บ้านปาง
หลังจากที่ครูบาศรีวิชัยพ้นจากอธิกรณ์ ครูบาศรีวิชัยได้เดินทางกลับไปจังหวัดลำพูน เพื่อไปบูรณะและสร้างวัดบ้างปาง อันเป็นวัดบ้านเกิดของท่าน หลวงพ่อและครูบาขาวปี (ซึ่งขณะนั้นนุ่งขาวห่มขาวทั้งคู่) ตลอดจนลูกศิษย์ทั้งที่ถูกจับสึกเป็นฆราวาส และที่หนีไปในที่ต่างๆ ต่างก็ได้เดินทางกลับมาช่วยกันสร้างและบูรณะวัดบ้านปาง เพื่อให้เป็นที่อยู่ที่ถาวรของ ครูบาศรีวิชัย พระสงฆ์ที่เคยช่วยครูบาศรีวิชัยสร้างวัดบ้านปาง ปัจจุบันที่ยังมีชีวิตอยู่ที่หลวงพ่อพอจำได้ คือ ครูบาศรีนวล วัดเจริญเมือง จังหวัดเชียงราย , ครูบาก้อน ปัจจุบันย้ายจากวัดสวนดอกไปอยู่ที่จังหวัดลำปาง (ครูบาก้อนนี้เป็นผู้นำเถ้าอังคารของครูบาศรีวิชัยมาทำพระเครื่องรูปเหมือนครูบาศรีวิชัย ซึ่งปัจจุบันพระเครื่องชุดนี้ได้รับความนิยมจากคนทั่วไป)

หลวงพ่อได้ช่วยครูบาศรีวิชัยสร้างวิหารที่วัดบ้านปางได้ระยะหนึ่ง ท่านจึงลาไปบำเพ็ญภาวนาธุดงค์ แสวงหาสัจธรรมต่อไปในป่าในเขา และเผยแพร่ธรรมะให้กับชาวบ้านและชาวเขาในที่ต่างๆ ต่อไป

ชีวิตเดินธุดงค์
ในสมัยนั้น ท่านได้ธุดงค์บำเพ็ญเพียรไปในที่ต่างๆ องค์เดียวเสมอ ท่านชอบธุดงค์ไปอยู่ในป่า ในถ้ำที่ห่างไกลผู้คน หลวงพ่อเล่าว่า ในสมัยนั้นการเดินธุดงค์ไม่สะดวกสบายเช่นสมัยนี้ เพราะเครื่องอัฏฐบริขารและกลดก็หาได้ยากมาก ตามป่าตามเขาก็มีสัตว์ป่าที่ดุร้ายอาศัยกันอย่างมากมาย ในขณะถือธุดงค์ในป่าในเขาก็ต้องอาศัยถ้ำหรือใต้ต้นไม้เป็นที่พักที่ภาวนา เมื่อเจอพายุฝนก็ต้องนั่งแช่อยู่ใน น้ำที่ไหลท่วมมาอย่างรวดเร็วเช่นนั้นจนกว่าฝนจะหยุดตก การภาวนาในถ้ำในสมัยก่อนนั้นก็มีสัตว์ป่าอาศัยอยู่มากมาย เช่น เสือ, ช้าง, งู, เม่น ฯลฯ เป็นต้น แต่มันไม่เคยมารบกวน หรือสร้างความกังวลใจให้ท่านเลย ต่างคนต่างพึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกัน

ท่านเล่าว่า ครั้งหนึ่งท่านได้ไปบำเพ็ญภาวนาในถ้ำแห่งหนึ่งที่ตำบลบ้านก้อ สมัยนั้นยังเป็นป่าทึบ ต้นสักแต่ละต้นขนาด ๓ คนโอบไม่รอบ ในถ้ำนั้นมีเม่นและช้างอาศัยอยู่ บางครั้งก็มีเสือเข้ามาหลบฝนบ่อยครั้งที่ท่านกำลังภาวนาทำสมาธิอยู่นั้น พวกมันจะมาจ้องมองท่านด้วยความแปลกใจ ทำให้ท่านรู้สึกถึงความบริสุทธิ์ และความไร้เดียงสาของสัตว์ที่มองดูท่านด้วยท่าทางฉงนสนเท่ห์ ทำให้ท่านนึกถึงคำสั่งสอนของ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าว่า

"ความไม่เบียดเบียนกันเป็นความสงบสุขอย่างยิ่ง"

หลวงพ่อบอกว่าพระธุดงค์ในสมัยก่อนต้องผจญอุปสรรคและปัญหาต่างๆ มากมาย จึงต้องเคี่ยวจิตใจและกำลังใจให้เข้มแข็งและแกร่งอยู่เสมอ ดังนั้น พระธุดงค์รุ่นเก่าจึงเก่งและได้เปรียบ กว่าพระสงฆ์ในปัจจุบัน ทั้งในด้านจิตใจและการปฏิบัติบำเพ็ญภาวนา แต่เสียเปรียบกว่า พระสงฆ์ในยุคนี้ในด้านการใฝ่หาความรู้ทางด้านปริยัติ เพราะในสมัยนี้ความเจริญทำให้ไปไหนมาไหนได้สะดวกและเร็วขึ้น พระสงฆ์ในรุ่นเก่าที่อยู่ห่างไกลตัวเมืองจึงต้องบังคับจิตใจ บำเพ็ญเพียร ปฏิบัติภาวนาให้เกิดปัญญาและธรรมะขึ้นในจิตในใจ เพื่อนำมาพิจารณาและปฏิบัติให้ถึงพระนิพพาน

ธุดงค์น้ำแข็ง
บ่อยครั้งท่านได้ธุดงค์จาริกผ่านไปที่กิ่งอำเภออมก๋อย ในฤดูหนาวบริเวณภูเขาของกิ่งอำเภออมก๋อยจะมีเหมยค้างปกคลุมไปทั่ว (เหมยค้างนี้ภาษาภาคเหนือ หมายถึง น้ำค้างที่กลายเป็น น้ำแข็ง) ในบริเวณนี้มีต้นสนขนาดต่างๆ ขึ้นเต็มไปหมด ไม่มีผู้คนอาศัยอยู่เลย เวลาย่ำเดินไปบนพื้น น้ำแข็ง ขาจะจมลึกลงไปในน้ำแข็งนั้น ทำให้เกิดความหนาวเย็นเป็นอันมาก เพราะท่านมีแต่ผ้าที่ครองอยู่เพียงชั้นเดียวเท่านั้น โดยเฉพาะเมื่อมีลมพัดผ่านมา ท่านต้องสั่นสะท้านทุกครั้ง

ท่านได้เล่าว่า ความแห้งแล้งของอากาศและความหนาวเย็นของน้ำแข็ง ทำให้ผิวหนังของท่านแตกปริเป็นแผลไปทั้งตัว ต้องได้รับทุกขเวทนามาก สมัยนั้นในภาคเหนือจะหากลดมาสักอันหนึ่งก็ยากมาก การธุดงค์ของท่านก็มีแต่อัฏฐบริขารเท่านั้น ที่ติดตัวไปทุกหนทุกแห่ง ช้อนก็ทำจากกะลามะพร้าว ถ้วยน้ำก็ทำจากกระบอกไม้ไผ่ ผ้าจีวรที่ครองอยู่ก็ต้องปะแล้วปะอีกการปฏิบัติภาวนาบนภูเขาที่มีน้ำแข็งปกคลุมมากเช่นนี้ ทำให้การปฏิบัติสมถะและวิปัสนากรรมฐานนั้นกลับแจ่มชัด และรวดเร็วดียิ่งกว่าในเวลาปกติธรรมดา เพราะทำให้ได้เห็นเรื่องของไตรลักษณ์ได้ชัดเจนดี และการพิจารณาขันธ์ ๕ อันเป็นทุกขัง อนิจจัง อนัตตา ก็สามารถเห็นอย่างแจ่มชัด ทำให้ในขณะภาวนาทำสมาธิอยู่นั้น จิตสงบดีมาก ไม่พะวงกับ สิ่งภายนอกเลยในบางครั้ง ขณะที่นั่งสมาธิอยู่นั้น ไฟที่ก่อไว้ได้ลุกไหม้จีวรของท่านไปตั้งครึ่งค่อนตัวท่านยังไม่รู้สึกตัวเลย เมื่อจิตออกจากสมาธิแล้ว ท่านต้องรีบดับไฟที่ลุกไหม้อยู่นั้นอย่างรีบด่วน ทำให้ต้องครองผ้าจีวรขาดนั้นไปจนกว่าจะเดินทางไปพบหมู่บ้าน ท่านก็จะนำผ้าที่ชาวบ้านถวายให้มาต่อกับจีวรผืนเก่าที่เหลืออยู่นั้น ในบางครั้งท่านจะนำผ้าบังสุกุลที่พบในระหว่างทางมาเย็บต่อจีวรที่ขาดอยู่นั้น ตามแบบอย่างที่ครูบาอาจารย์ในยุคก่อนๆ ปฏิบัติสืบต่อกันมาตั้งแต่ครั้งสมัยพุทธกาล

หลวงพ่อเป็นพระสงฆ์ผู้ถ่อมตนและไม่เคยโออวดเป็นนิสัย เมื่อมีผู้สงสัยว่าท่านคงเข้าสมาธิจนสูงถึงขึ้นจิตไม่จับกับ กาย เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ แล้วจึงไม่รู้ว่าไฟไหม้ ตัวท่านมักตอบเลี่ยงไปด้วยใบหน้าเมตตาว่า

"คงจะอากาศหนาวมาก หลวงพ่อจึงไม่รู้ว่าไฟไหม้จีวร"

ครูบาศรีวิชัยมรณภาพ
เมื่อท่านได้ ๒๘ ปี ขณะนั้นท่านได้จาริกธุดงค์สั่งสอนชาวป่าชาวเขาดอยต่างๆ ท่านได้ทราบข่าวการมรณภาพของครูบาศรีวิชัย จึงได้เดินทางลงจากเขาเพื่อไปนมัสการพระศพ และช่วยจัดทำพิธีศพของครูบาศรีวิชัย ร่วมกับครูบาขาวปีและคณะศิษย์ของครูบาศรีที่วัดบ้านปาง เมื่อเสร็จจากพิธีบรรจุศพครูบาศรีวิชัยแล้ว กรมทางได้นิมนต์ให้ท่านไปช่วยสร้างเส้นทางบ้านห้วยกาน - บ้านห้วยหละ ซึ่งในตอนนั้นท่านก็ยังห่มผ้าสีขาวอยู่ เมื่อการสร้างทางได้สำเร็จลงแล้ว ชาวบ้านห้วยหละ จึงได้มานิมนต์ท่านไปจำพรรษา และอบรมสั่งสอนพุทธบริษัทที่สำนักสงฆ์ห้วยหละ อำเภอบ้านโฮ่ง จังหวัดลำพูน

ห่มเหลืองอีกครั้งหนึ่ง
ขณะนั้นหลวงพ่ออายุได้ ๒๘ ปี ครูบายศ (ซึ่งเป็นศิษย์คนหนึ่งของครูบาศรีวิชัย และเป็นเพื่อนสงฆ์กลุ่มเดียวกับหลวงพ่อ, ครูบาขาวปี วัดผาหนาม จังหวัดลำพูน, ครูบาบุญทืม วัดจามเทวี จังหวัดลำพูน, ครูบาศรีนวล วัดเจริญเมือง จังหวัดเชียงราย, ครูบาก้อน จังหวัดลำปาง ฯลฯ เป็นต้น) และชาวบ้านป่าพลูได้มานิมนต์ให้ท่านไปอยู่ช่วยบูรณะวัดป่าพลู และในปีนี้ท่านได้มีโอกาสห่มเหลืองเช่นพระสงฆ์ทั่วไปอีกครั้งหนึ่ง โดยมีครูบาบุญมา วัดบ้านโฮ่ง เป็นพระอุปัชฌาย์ และได้รับฉายาใหม่ว่า "จันทวังโส" (ในคราวนี้หลวงปู่แก้วอุบาลี วัดห้วยแทง จังหวัดลำพูนเป็นพระสงฆ์ที่อยู่ในพิธีด้วยองค์หนึ่ง)

ในการห่มเหลืองในครั้งนี้ คณะสงฆ์ได้ออกญัตติให้ท่านต้องจำพรรษาที่วัดป่าพลูเป็นเวลา ๕ พรรษา เมื่อออกพรรษาในแต่ละปี ท่านจะเดินทางไปธุดงค์และจาริกสั่งสอนธรรมะให้กับชาวป่าชาวเขาในที่ต่างๆ เสมอเหมือนที่ท่านเคยปฏิบัติมาในอดีต และบ่อยครั้งท่านจะไปช่วยครูบาขาวปีบูรณะวัดพระพุทธบาทตะเมาะ อำเภอฮอด จังหวัดเชียงใหม่

ตรงตามคำทำนาย
เมื่อท่านอยู่วัดป่าพลูครบ ๕ พรรษาตามบัญญัติของสงฆ์แล้ว ในขณะนั้นท่านมีอายุได้ ๓๔ ปี นายอำเภอลี้ และคณะสงฆ์ในอำเภอลี้ ได้ให้ศรัทธาญาติโยมวัดนาเลี่ยงมานิมนต์ครูบาขาวปีหรือท่านองค์ใดองค์หนึ่ง เพื่อไปอยู่เมตตาบูรณะ วัดพระพุทธบาทห้วยข้าวต้ม แต่ครูบาขาวปีไม่ยอมไป และบอกว่า

"ไม่ใช่หนึ่งที่ของกู"

ครูบาศรีวิชัยเคยพูดไว้ว่า

"วัดพระพุทธบาทห้วยข้าวต้มนั้น มันเป็นหน้าที่ของครูบาวงศ์องค์เดียว"

ด้วยเหตุนี้ ครูบาขาวปีจึงขอให้ท่านไปอยู่โปรดเมตตาสร้างวัด พระพุทธบาทห้วยข้าวต้ม ซึ่งต่อมาในภายหลังจากที่ท่านได้ไปอยู่ที่วัดพระพุทธบาทห้วยข้าวต้มแล้ว ท่านได้เปลี่ยนชื่อให้สั้นลง เป็น "วัดพระพุทธบาทห้วยต้ม"
ในขณะที่ท่านอยู่ที่เมืองตื๋นนั้น ชาวบ้านและชาวเขาต่างเรียกท่านว่า "น้อย" เมื่อท่านมาอยู่ที่วัดพระบาทห้วย (ข้าว) ต้ม ชาวบ้านทั้งหลายจึงเชื่อกันว่า ท่านคงเป็น "พระน้อยเมืองตื๋น" ตาม คำโบราณที่ได้จารึกไว้ ณ วัดพระพุทธบาทห้วย (ข้าว) ต้ม และเหตุการณ์นี้ก็ตรงตามคำพูดของครูบาชัยลังก๋า และครูบาศรีวิชัย ดังที่กล่าวมาข้างต้น เมื่อท่านย้ายมาประจำที่วัดพระพุทธบาทห้วย (ข้าว) ต้มและท่านก็ยังออกจาริกไปสั่งสอนธรรมะแก่ชาวบ้านและชาวเขาในที่ต่างๆ อยู่เสมอๆ เหมือนที่ท่านเคยปฏิบัติมา

ผู้เฒ่าผู้รู้เหตุการณ์
ในระยะแรกที่หลวงพ่อมาที่วัดพระพุทธบาทห้วย (ข้าว) ต้ม ผู้เฒ่าคนหนึ่งในหมู่บ้านนาเลี่ยงได้พูดกับชาวบ้านในละแวกนั้นว่า

"ต่อไปบริเวณเด่นยางมูล (คือหมู่บ้านห้วยต้มในปัจจุบัน) จะมีชาวกะเหรี่ยงอพยพติดตามครูบาวงศ์มาอยู่ที่นี่จนเป็นหมู่บ้านใหญ่ในอนาคต ในครั้งนี้จะใหญ่กว่าหมู่บ้านกะเหรี่ยง ๔ ยุคที่เคยอพยพมาอยู่ที่นี่ในสมัยก่อนหน้านี้"

คำพูดอันนี้ในสมัยนั้นชาวบ้านนาเลี่ยงฟังแล้ว ไม่ค่อยเชื่อถือกันนัก แต่ในเวลาต่อมาไม่นานคำพูดอันนี้ก็เป็นความจริงทุกประการหลวงพ่อได้เล่าให้คณะศิษย์ฟังเพิ่มเติมว่า คนเฒ่าผู้นี้เป็นผู้รู้เหตุการณ์ในอนาคตและมักจะพูดได้ถูกต้องเสมอ มีอยู่ครั้งหนึ่ง หลังจากที่ท่านได้สร้างวิหารที่วัดพระพุทธบาทห้วย (ข้าว) ต้ม เป็น รูปร่างขึ้นแล้ว ผู้เฒ่าคนนี้ในสมัยก่อนเคยเห็นคำทำนายโบราณของวัดพระพุทธบาทห้วย (ข้าว) ต้มมาก่อน ได้มาพูดกับท่านว่า

"ท่านครูบาจะสร้างให้ใหญ่เท่าไหร่ก็สร้างได้ แต่จะสร้างใหญ่จริงอย่างไรก็ไม่สำเร็จ ต่อไปจะมีคนๆ หนึ่งมาช่วย ถ้าคนนี้มาแล้วจะสำเร็จได้"

ชาวเขาอพยพตามมา
เมื่อท่านอยู่ที่วัดห้วย (ข้าว) ต้ม ได้ไม่นาน คำพูดของผู้เฒ่าคนนี้ก็เป็นความจริง เพราะชาวเขาจากที่ต่างๆ ที่ท่านได้อบรมสั่งสอนมาก็ได้อพยพย้ายถิ่นฐานติดตามมาอยู่กับท่านเรื่อยๆ จนถึงปัจจุบัน เพื่อมาขอพึ่งใบบุญและปฏิบัติธรรมะกับท่านในระยะแรกๆ นั้นท่านได้ตั้งกฎให้กับพวกกะเหรี่ยงที่มาอยู่กับท่านว่า พวกเขาจะต้องนำมีดไม้ที่เคยฆ่าสัตว์มาถวายวัด และให้สาบานกับท่านว่า จะไม่ฆ่าสัตว์ตัดชีวิตและจะกินมังสวิรัติตลอดไป ท่านได้เมตตาให้เหตุผลว่า ท่านต้องการให้เขาเป็นคนดี ลดการเบียดเบียน มีศีลธรรม หมู่บ้านห้วยต้มจะได้มีแต่ความสงบสุขทั้งทางโลกและทางธรรม และจะได้ไม่เป็นปัญหาของประเทศชาติต่อไป ดังที่เราจะเห็นได้จากการที่ชาวกะเหรี่ยงในหมู่บ้านห้วย (ข้าว) ต้มนี้ มีความเป็นอยู่ที่เป็นระเบียบและมีความสงบสุข ตามที่ท่านได้เมตตาอบรมสั่งสอนมา ทั้งที่ในหมู่บ้านนี้มีกะเหรี่ยงอยู่หลายพันคน

แต่ในสมัยนี้กฎและระเบียบ ที่ชาวกะเหรี่ยงที่จะย้ายมาอยู่ที่หมู่บ้านห้วยต้ม ที่จะต้องนำมีดไม้ ที่เคยฆ่าสัตว์มาสาบานกับหลวงพ่อนั้น ได้ยกเลิกไปโดยปริยาย เพราะหลวงพ่อเห็นว่าทางราชการ ได้ส่งหน่วยงานต่างๆ เข้ามาจัดการดูแลช่วยเหลือและให้การศึกษาแก่พวกเขา คงจะช่วยพวกเขาให้มีการดำรงชีวิตที่ดีขึ้น และมีความสงบสุขเป็นระเบียบเหมือนที่ท่านเคยอบรมสั่งสอนมา

สรุป อาการป่วยและการมรณภาพของหลวงปู่พระครูบาชัยยะวงศาพัฒนา วัดพระพุทธบาทห้วยต้ม ต.ลี้ อ.ลี้ จ.ลำพูน

วันที่ ๑๑ พ.ค. ๒๕๔๓
หลวงปู่พระครูบาชัยยะวงศาพัฒนา ได้เดินทางไปรักษาองค์ท่านที่ โรงพยาบาลลานนา จ.เชียงใหม่ ซึ่งเป็นโรงพยาบาลที่หลวงปู่ได้เข้าทำการรักษาองค์ท่านเป็นประจำ เนื่องจากมีอาการอ่อนเพลียและมีอาการหลงๆ ลืมๆ คณะแพทย์ได้ทำการเติมโปรตีนและเปลี่ยนยาให้ท่าน เพราะมียาบางตัวมีผลทางด้านระบบประสาทองค์หลวงปู่มีอาการดีขึ้นเป็นลำดับ และกำหนดจะกลับวัดในวันจันทร์ที่ ๑๕ พ.ค. ๒๕๔๓

ในคืนวันอาทิตย์ที่ ๑๔ พ.ค. ๒๕๔๓
เวลาประมาณ ๕ ทุ่มเศษ หลวงปู่ได้มีอาการท้องผูกและ ถ่ายไม่ออก ได้มีการสวนทวารเพื่อให้ท่านถ่ายเพราะหลวงปู่ปวดท้องมาก ช่วงนี้ จนถึงเวลา ๐๖.๐๐ น. เศษ ของวันจันทร์ที่ ๑๕ พ.ค. ๒๕๔๓ หลวงปู่ได้ถ่ายประมาณ ๔ ครั้ง และมีอาการอ่อนเพลีย หายใจไม่ออก หลวงปู่ปรารภว่า เจ็บที่ลิ้นปี่ เจ็บอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน วันนี้หลวงปู่ฉันไม่ได้เวลา ๐๗.๐๐ น. เศษ แพทย์ได้ตรวจดูอาการ หลวงปู่และได้ทราบว่าหลวงปู่มีอาการโรคหัวใจกำเริบ แพทย์จึงกราบนิมนต์หลวงปู่เข้ารักษาที่ห้อง ICU

หลวงปู่ได้อยู่รักษาที่ห้อง ICU โดยอยู่ในความดูแลของแพทย์ อาการ ของหลวงปู่เริ่มดีขึ้น เล็กน้อย ช่วงบ่ายความดันเริ่มต่ำลง ไตเริ่มไม่ทำงานทำให้ปัสสาวะไม่ออก แพทย์ได้เชิญแพทย์ ผู้เชี่ยวชาญทางด้านหัวใจและไตมาช่วยรักษาอาการหลวงปู่ ช่วงเย็นคณะแพทย์ได้พิจารณาสวนปัสสาวะให้หลวงปู่ แต่ปัสสาวะก็ไม่ออก คณะแพทย์จึงตัดสินใจเจาะช่องท้องเพื่อเอาปัสสาวะหลวงปู่ออก เมื่อปัสสาวะหลวงปู่ออกแล้ว ความดันหลวงปู่เริ่มดีขึ้นคุยได้ พูดได้ คณะแพทย์ต้องการให้ ท่านพักผ่อน จึงห้ามเยี่ยมหลวงปู่ช่วงกลางคืนจนถึงเช้าของวันอังคารที่ ๑๖ พ.ค. ๒๕๔๓ หลวงปู่ ให้พระที่ดูแลท่านแปรงฟันให้ท่าน ท่านยังคุยพูดได้บ้าง แต่ยังมีอาการเหนื่อย เช้าวันนี้หลวงปู่ฉันน้ำข้าวได้ ๔-๕ ช้อน เมื่อฉันเสร็จท่านก็พัก ดูอาการหลวงปู่ดีขึ้น ช่วงเช้ามีหลวงพ่อพระครูบาพรรณ วัดนาเลี่ยง และท่านพระคำจันทร์ วัดพระบาทห้วยต้ม ไปกราบเยี่ยมอาการหลวงปู่ หลวงปู่ท่านก็คุยได้ ยังให้ศีลให้พรหลวงพ่อพระครูบาพรรณได้อย่างชัดเจนหลังจากนั้นเวลาบ่ายโมง หลวงปู่เริ่มมีอาการกระวนกระวาย และหายใจไม่ออก ความดันต่ำลงเรื่อยๆ คณะแพทย์ได้ปรึกษากันและลงความเห็นว่า ให้ย้ายหลวงปู่เข้าไปรักษาที่โรงพยาบาลมหาราช (สวนดอก) เพราะที่โรงพยาบาลลานนา ไม่มีเครื่องมือที่จะรักษาอาการของหลวงปู่ได้ เมื่อไปถึงโรงพยาบาลมหาราช ทางคณะแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคหัวใจและไต ได้ทำการรักษาหลวงปู่ และได้พบว่าหลวงปู่มีเลือดไปอุดตันที่เส้นเลือดหัวใจข้างขวา ยาวประมาณ ๔-๕ นิ้ว ไตไม่ทำงาน ปอดอักเสบและมีไข้ คณะแพทย์จึงได้ทำการรักษาหลวงปู่ด้วยวิธีสุดท้าย คือ ใช้บอลลูนไปช่วยทำให้เลือดที่อุดตันเส้นเลือดใหญ่กระจาย

เวลาประมาณ ๑๗.๐๐ น. เศษ หลวงปู่ออกมาจากห้องทำบอลลูน ดูท่านดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ยกแขนและคุยได้ดี คณะแพทย์ได้พาหลวงปู่มาอยู่ที่ห้อง CCU ตึกศรีพัฒน์ ชั้น ๘ โรงพยาบาลมหาราช เวลาประมาณทุ่มเศษ หลวงปู่เริ่มมีอาการหายใจไม่ออก แน่นหน้าอก คณะแพทย์ได้จึงได้ช่วยกัน รักษาหลวงปู่อย่างสุดความสามารถ แต่อาการก็ไม่ดีขึ้น ไตไม่ทำงาน ความดันต่ำลงเรื่อยๆ เพราะเลือดที่อุดตันกระจายทำให้หลวงปู่ดีขึ้น แต่ไม่สามารถผ่านเส้นเลือดเล็กๆ ที่ไปเลี้ยงร่างกายได้เพราะเลือดแข็งตัวเป็นลิ่ม จึงอุดตันที่เส้นเลือดเล็ก ทำให้หลวงปู่ทรุดลงอีก หายใจไม่ออกแน่นหน้าอก จนท่านหมดสติ คณะแพทย์ได้พยายามให้ยาละลายเลือดที่อุดตัน แต่ก็ไม่ได้ผลความดันเริ่มต่ำลงอีก

คณะแพทย์ช่วยหลวงปู่จนถึงเวลาประมาณตีหนึ่ง ของ วันที่ ๑๗ พ.ค. ๔๓ คณะแพทย์ได้แจ้งว่าไตของหลวงปู่ไม่ทำงานแล้ว สมองไม่สั่งงาน เวลา ๐๑.๑๐ น. คณะแพทย์แจ้งว่าหัวใจของหลวงปู่ได้หยุดเต้นไม่มีระบบการตอบรับของร่างกายหลวงปู่แล้วแต่ยังใช้เครื่องกระตุ้นหัวใจอยู่ ถึงอย่างไรหลวงปู่ก็ไม่สามารถกลับมาหายใจได้อีก เพราะเส้นเลือดหัวใจอุดตัน ไตวาย สมองไม่ทำงาน ปอดอักเสบ ช่วงนั้นหลวงพ่อพระครูบาพรรณอยู่ในห้อง CCU พอดี ท่านจึงยังไม่ให้แพทย์เอาเครื่องกระตุ้นหัวใจออก

จนถึงเวลา ๐๗.๓๐ น. คณะศิษย์ นำโดยหลวงพ่อพระครูบาพรรณ วัดนาเลี่ยง อ.ลี้ จ.ลำพูน ได้ทำพิธีขอขมาพระศพหลวงปู่ และให้คณะแพทย์ถอดเครื่องกระตุ้นหัวใจหลวงปู่ออก หลวงปู่จึงนอนพักอย่างสงบตั้งแต่นั้นมา



http://board.palungjit.com/

สมาชิกแสดงการอนุโมทนาบทความของคุณ:

jummum, Amitah6800, nootum, chon, LEOzenith

หัวข้อกระทู้นี้, มี 5 สมาชิก แสดงการอนุโมทนา!
บันทึกการเข้า

"หมั่นทำเข้าไว้ พระท่านคอยจะช่วยเราอยู่แล้ว แล้วเราได้ช่วยเหลือตัวเองก่อนหรือยัง"

"หลวงพ่อครับ ที่ว่าธรรมย่อมรักษาผู้ประพฤติธรรมนั้น ธรรมที่ว่านั้นท่านหมายถึงธรรมเรื่องใดครับ"
 หลวงพ่อท่านก็ตอบในทันทีว่า "กายสุจริต วาจาสุจริต และมโนสุจริต"
นะโม
สมาชิกวิริยะ
***
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 226

อนุโมทนา
-มอบให้: 905
-ได้รับ: 3309


นะโม พรหมปัญโญ


« ตอบ #3 เมื่อ: พฤษภาคม 06, 2010, 02:14:58 AM »











 

สมาชิกแสดงการอนุโมทนาบทความของคุณ:

jummum, nootum, chon, LEOzenith

หัวข้อกระทู้นี้, มี 4 สมาชิก แสดงการอนุโมทนา!
บันทึกการเข้า

"หมั่นทำเข้าไว้ พระท่านคอยจะช่วยเราอยู่แล้ว แล้วเราได้ช่วยเหลือตัวเองก่อนหรือยัง"

"หลวงพ่อครับ ที่ว่าธรรมย่อมรักษาผู้ประพฤติธรรมนั้น ธรรมที่ว่านั้นท่านหมายถึงธรรมเรื่องใดครับ"
 หลวงพ่อท่านก็ตอบในทันทีว่า "กายสุจริต วาจาสุจริต และมโนสุจริต"
นะโม
สมาชิกวิริยะ
***
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 226

อนุโมทนา
-มอบให้: 905
-ได้รับ: 3309


นะโม พรหมปัญโญ


« ตอบ #4 เมื่อ: พฤษภาคม 06, 2010, 02:24:01 AM »




ก็จะขอเล่าเกร็ด เล็ก ๆ แต่ใหญ่ยิ่ง..

เมื่อ ปี พ.ศ. 2478
ขณะนั้น หลวงปู่ครูบา เพิ่งอายุได้ 22 ปี บวชได้ 2 พรรษา
ไปช่วยงาน ครูบาศรีวิชัย สร้างถนน ขึ้น ดอยสุเทพ

ดอยสุเทพ นี่.. ก็เกี่ยวข้องกับ หลวงปู่ฯ สมัยก่อนโน้น กว่า 1,000 ปี
(อันนี้ ก็ไม่ได้รู้มาด้วยตนเอง นะครับ..)
หลวงปู่ฯ เกิดเป็น ฤาษีวาสุเทพ เป็นผู้เลี้ยงดู แม่จามเทวี ในวัยเด็ก
ดอยสุเทพ และ ดอยคำ (มาทางหางดง หลังพืชสวนโลก)
ก็เป็นที่อยู่ของท่าน และ พี่น้องฤาษี 4 ตน
ดอยฤาษีวาสุเทพอาศัย.. เป็น ดอยสุเทพ ต่อมา

ฤาษีวาสุเทพ และพี่น้องฤาษี เป็นเจ้าพิธี
พระเจ้ารามราช และ ท่านแม่จามเทวี เป็นเจ้าภาพ
สร้าง "พระรอดมหาวัน" อันลื่อลั่น

กลับมาเรื่อง สร้างถนนขึ้นดอยสุเทพ บ้างช่วงของถนนที่สร้าง
ต้องผ่านก้อนหินใหญ่ ที่คนหลายสิบคน ไม่สามารถทำให้ขยับได้
ไม่ขยับ ก็ไม่ได้.. มันขวางทาง หมดปัญญา ก็ไปเรียนครูบาศรีวิชัย

ครูบาศรีวิชัย ทราบเรื่อง.. ท่านก็ย่อมรู้ด้วยญาณของท่าน....
เรียกหา ตุ๊เจ้าวงศ์ฯ (เพิ่ง 2 พรรษา) ให้ไปดำเนินการแก้ไข
(ในส่วนนี้ คงเป็น หน้าที่)

ตุ๊เจ้าวงศ์ฯ เมื่อไปถึงก้อนหินใหญ่ ที่คนหลายสิบ ขยับเขยื้อน ไม่ได้ นั้น
ก็ยกมือเดียวผลัก หินก็กลิ้งพ้นทางไปได้

...........................................................................

เมื่อผ่านงานก่อสร้าง
ตุ๊เจ้าวงศ์ฯ (เพิ่ง 2 พรรษา) ก็เดินทางผ่านมาทาง วัดบ้านปาง
แวะทำธุระเล็ก (ปวดเบา) ข้างทาง

เทวดา มาปรากฏตัว ขอ "รอยเท้า" จาก ตุ๊เจ้าวงศ์ฯ (เพิ่ง 2 พรรษา)
เพื่อไว้ กราบบูชา

ตุ๊เจ้าวงศ์ฯ (เพิ่ง 2 พรรษา) ก็เหยียบ บนก้อนหิน ปรากฏเป็น รอยเท้า
ก้อนหิน ก้อนนี้ ปัจจุบัน ยังอยู่ที่วัดบ้านปาง




รอยมือ - รอยเท้า หลวงปู่ครูบาชัยยะวงศาพัฒนา
เมื่อครั้งสมัยเมื่ออายุ 22 ปี เทวดาร้องของให้ประทับไว้ เพื่อสักการะบูชา
ณ วัดบ้านปาง

สมาชิกแสดงการอนุโมทนาบทความของคุณ:

Muisan, jummum, Amitah6800, nootum, chon, LEOzenith

หัวข้อกระทู้นี้, มี 6 สมาชิก แสดงการอนุโมทนา!
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: พฤษภาคม 06, 2010, 02:29:52 AM โดย นะโม » บันทึกการเข้า

"หมั่นทำเข้าไว้ พระท่านคอยจะช่วยเราอยู่แล้ว แล้วเราได้ช่วยเหลือตัวเองก่อนหรือยัง"

"หลวงพ่อครับ ที่ว่าธรรมย่อมรักษาผู้ประพฤติธรรมนั้น ธรรมที่ว่านั้นท่านหมายถึงธรรมเรื่องใดครับ"
 หลวงพ่อท่านก็ตอบในทันทีว่า "กายสุจริต วาจาสุจริต และมโนสุจริต"
นะโม
สมาชิกวิริยะ
***
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 226

อนุโมทนา
-มอบให้: 905
-ได้รับ: 3309


นะโม พรหมปัญโญ


« ตอบ #5 เมื่อ: พฤษภาคม 06, 2010, 02:34:58 AM »



มณฑป เนื้อพญากวางคำ ที่กลายสภาพเป็น หิน....

ในห้วงเวลา สมัยของ พระกกุกสันโธสัมมาสัมพุทธองค์
หลวงปู่วงศ์ เสวยชาติ เป็น พญากวางสีทอง
หลังจากพญากวางตายลง เนื้อก็ กลายธาตุ แข็งเป็นหิน

เรื่องพญากวาง หลวงปู่ฯ ท่านเล่าให้ฟังเอง
เนื้อพญากวาง ท่านก็คัดเลือก แยกออกจาก้อนหิน ด้วยตัวของท่านเอง


ปัจจุบัน ยังอยู่ที่ วัดพระธาตุดอยกวาง(ทอง)คำ

สมาชิกแสดงการอนุโมทนาบทความของคุณ:

Amitah6800, nootum, chon, LEOzenith

หัวข้อกระทู้นี้, มี 4 สมาชิก แสดงการอนุโมทนา!
บันทึกการเข้า

"หมั่นทำเข้าไว้ พระท่านคอยจะช่วยเราอยู่แล้ว แล้วเราได้ช่วยเหลือตัวเองก่อนหรือยัง"

"หลวงพ่อครับ ที่ว่าธรรมย่อมรักษาผู้ประพฤติธรรมนั้น ธรรมที่ว่านั้นท่านหมายถึงธรรมเรื่องใดครับ"
 หลวงพ่อท่านก็ตอบในทันทีว่า "กายสุจริต วาจาสุจริต และมโนสุจริต"
นะโม
สมาชิกวิริยะ
***
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 226

อนุโมทนา
-มอบให้: 905
-ได้รับ: 3309


นะโม พรหมปัญโญ


« ตอบ #6 เมื่อ: พฤษภาคม 06, 2010, 02:47:07 AM »

เรื่อง ครูบาจะไปไหน

ผมเพิ่งเข้ามาเวปคุณเนาว์ไม่นาน ได้มีโอกาสเล่าบางเรื่องเกี่ยวกับครูบาวง ซึ่งผูกพันกับผมมาก ไม่มีวันไหนที่จะไม่ระลึกถึงท่าน ไม่ว่าจะไปที่ไหนแม้ต่างประเทศก็ต้องหันหน้าไปทิศที่ท่านอยู่ แล้วกราบระลึกถึงท่าน

มีเรื่องหนึ่งเล่าเลย...วันนึง กำนันวิรัตน์ ภัทรประสิทธิ์(ขออภัยถ้าเขียนชื่อผิด) กับครอบครัว จากจังหวัดพิจิตร (ครูบาท่านมีฉายาเรียกกำนันวิรัตน์ด้วย ..) ครอบครัวภัทรประสิทธิ์ ศรัทธาครูบา มาก ได้มาหล่อพระสัจกัจจาย องค์ใหญ่ ที่วัดมีช่างมาหล่อสุมไฟกันทีเดียว บริเวณลานหน้าวิหารพระพุทธบาทที่วัดห้วยต้ม เพื่อถวายครูบา

ผมอยู่กับครูบาตลอดโดยมีหน้าที่ถือร่ม กับเดินตามรถสามล้อไฟฟ้าของท่าน(งานประจำของผมเวลาอยู่กับท่าน) ในพิธีอยู่กันประมาณไม่เกิน 20 คน จนพิธีหล่อพระเสร็จ ได้กลับมาที่กุฏิ มีโอกาสอยู่กับท่านลำพัง ได้ถามท่าน 2 เรื่องสำคัญ ดังนี้

1.ด้วยความสงสัย เพราะเป็นคนขี้สงสัย และไม่ค่อยเชื่ออะไรง่าย ๆ ต้องการการยืนยันให้แน่ใจ ผมถามท่าน ว่า
"ครูบาครับ หล่อพระวันนี้ มีเทวดามาไหม "

ท่านตอบว่า "มา"

ถามท่านต่อว่า "มาเยอะไหมครับ"

ท่านบอกว่า"เยอะ" ที่ถามท่านแบบโง่ ๆ อย่างนี้ เพราะสงสัยมานาน ว่า เทวดา มีจริงไหม แต่อยากทราบจากปากท่านจริง ๆ

2. ช่วงนั้น ประมาณปี 2538 หรือ 39 ได้ข่าวเข้าหู ว่า มีคนทรงเจ้า เข้าผี ไปอ้างว่า ทรงองค์ครูบาศรีวิชัย วันนั้นผมถามท่าน ว่า
"ครูบาครับ เวลานี้ ครูบาศรีวิชัยอยู่ไหน"

ท่านตอบ "ดุสิต"

ผมถามต่อว่า" ครูบาขาว(ปี) เวลานี้อยู่ที่ไหน "

ท่านตอบ "ดุสิต "

ผมถามต่อว่า "แล้วครูบาวงล่ะ จะไปไหน"

ท่านยิ้มเห็นฟัน (คงรู้ทันเรา) แล้วตอบผมว่า "เฮาไปตามบุญ บ่ไปตามบาป"

ผมเลยขอท่าน.."งั้นครูบาเอาผมไปด้วยเน้อ"

ท่านพยักหน้าบอก "อือ"

..ยังย้ำท่านอีกที ครูบาสัญญากับผมแล้วนะ อย่าลืมนะ

เล่าให้ลูกศิษย์คนอื่น ๆ ฟัง ไม่อยากเก็บไว้คนเดียว

ยังมีเรื่องที่ท่านเคยเล่า ความสัมพันธ์ในอดีตของท่านบางช่วงกับหลวงปู่บุดดา หลวงพ่อฤาษีลิงดำให้ผมฟังด้วย...ค่อยๆทยอยเล่าละกัน งานเยอะ

เคยถามท่านว่าพระโพธิสัตว์ที่บารมีเต็มแล้ว แบบพระศรีอาริยะเมตไตรย จะมาเกิดอีกไหม

ท่านบอก..มา ท่านจะมาโปรดลูกหลานของท่าน

ส่วนครูบาของผม ผมเชื่อว่า ตอนนี้ท่านก็คงอยู่ที่เดียวกับอาจารย์ของท่านทั้งสององค์ และกำลังมองดูลูกหลานทั้งหลายอยู่ตลอดเวลา

สมาชิกแสดงการอนุโมทนาบทความของคุณ:

Muisan, Amitah6800, nootum, chon, LEOzenith

หัวข้อกระทู้นี้, มี 5 สมาชิก แสดงการอนุโมทนา!
บันทึกการเข้า

"หมั่นทำเข้าไว้ พระท่านคอยจะช่วยเราอยู่แล้ว แล้วเราได้ช่วยเหลือตัวเองก่อนหรือยัง"

"หลวงพ่อครับ ที่ว่าธรรมย่อมรักษาผู้ประพฤติธรรมนั้น ธรรมที่ว่านั้นท่านหมายถึงธรรมเรื่องใดครับ"
 หลวงพ่อท่านก็ตอบในทันทีว่า "กายสุจริต วาจาสุจริต และมโนสุจริต"
นะโม
สมาชิกวิริยะ
***
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 226

อนุโมทนา
-มอบให้: 905
-ได้รับ: 3309


นะโม พรหมปัญโญ


« ตอบ #7 เมื่อ: พฤษภาคม 06, 2010, 02:48:46 AM »

ตอนปลาย ๆ ชีวิตก่อนท่านจะละสังขาร

ครูบาไม่ค่อยสบาย บางครั้งท่านจะหายใจเร็วเหมือนเหนื่อย

เรียนถามท่านว่า..ครูบาเหนื่อยไหมครับ

ท่านตอบว่า...เวลานี้ใจไหว แต่ร่างกายไม่ไหว

เวลานวดขาท่านบางครั้ง เหมือนบางครั้งขาท่านบวม รู้สึกสงสารท่านต้องรับแขกโปรดญาติโยม ไม่ค่อยได้พักผ่อน

มีอยู่ตอนบ่ายวันนึง จำวันที่ไม่ได้ อยู่ในห้องกับ 3 คน มีผม พี่โอภาส (ชลบุรี ) และครูบา ท่านพูดคาถาบทหนึ่งให้ฟัง ผมจดไว้ที่ถุงกระดาษ (เสียดายตอนหลังทำหายไป)

วันนั้นท่านอารมณ์ดี เล่าเรื่องอะไรให้ฟังเยอะแยะ ผมกราบเรียนว่าครูบาไปตรวจสุขภาพที่ โรงพยาบาลศิริราชไหม เพราะมีคุณหมอผู้ใหญ่ท่านหนึ่งเคยฝากมาเรียนนิมนต์ท่านไปตรวจรักษา ปกติท่านก็จะไปรักษาที่โรงพยาบาลลานนาที่เชียงใหม่เป็นประจำ

ครูบาท่านก็เฉย ๆ ไม่รับปากว่าจะไป พี่โอภาสเลยพูดขึ้นมาแทนว่า ครูบาไม่ค่อยอยากไปกรุงเทพ... ท่านไม่อยากลอดสะพานลอย เดี๋ยวนี้กรุงเทพสะพานเยอะ ทางด่วนเยอะ ครูบาเราไม่เหมือนพระองค์อื่นทั่วไป ท่านเป็นพระพิเศษ ท่านกลัวคนอื่นบาป ..

ผมหันไปมองหน้าครูบา ท่านก็ยิ้ม ๆ ให้ผม ก็ได้แต่มองหน้ากัน

ตอนหลังเลยไม่ได้คุยกับท่านเรื่องจะให้ท่านไปกรุงเทพอีกเลย

สมาชิกแสดงการอนุโมทนาบทความของคุณ:

Muisan, jummum, nootum, chon, LEOzenith

หัวข้อกระทู้นี้, มี 5 สมาชิก แสดงการอนุโมทนา!
บันทึกการเข้า

"หมั่นทำเข้าไว้ พระท่านคอยจะช่วยเราอยู่แล้ว แล้วเราได้ช่วยเหลือตัวเองก่อนหรือยัง"

"หลวงพ่อครับ ที่ว่าธรรมย่อมรักษาผู้ประพฤติธรรมนั้น ธรรมที่ว่านั้นท่านหมายถึงธรรมเรื่องใดครับ"
 หลวงพ่อท่านก็ตอบในทันทีว่า "กายสุจริต วาจาสุจริต และมโนสุจริต"
นะโม
สมาชิกวิริยะ
***
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 226

อนุโมทนา
-มอบให้: 905
-ได้รับ: 3309


นะโม พรหมปัญโญ


« ตอบ #8 เมื่อ: พฤษภาคม 06, 2010, 02:53:30 AM »

นึกขึ้นได้อีกเรื่องเข้ากับช่วงเทศกาลกินเจ....
เกี่ยวกับการไม่ทานเนื้อสัตว์ของครูบา คงเป็นอุปนิสสัยของท่านที่สร้างมาแต่ก่อน ท่านมีเหตุให้ไม่ทานเนื้อสัตว์มาตั้งแต่ยังเด็ก
ซึ่งแตกต่างจากคนทั่วไป และคนในท้องถิ่นที่ท่านอยู่ตอนเด็กๆ ( เหมือนกับอาจารย์ของท่านทั้งครูบาศรีวิชัย ครูบาขาวปี และตัวครูบาเอง)

อาหารที่ท่านฉันจะมีแม่ครัวประจำเป็นผู้ปรุง ก็จะมีผักหลายชนิด น้ำพริก และต้มผัก(รสชาติเค็มๆดี ทานไปก็อร่อยดี เพราะลูกศิษย์จะคอยรับประทานอาหารที่ท่านฉันเหลือ)

บางทีก็จะมีผลไม้ หรืออาหารที่โยมนำมาถวาย น้ำดื่มท่านจะดื่มเฉพาะจากน้ำบ่อทิพย์ในวัด(แม้จะไปกิจนิมนต์ที่อื่น ลูกศิษย์ก็จะนำน้ำบ่อทิพย์ติดไปด้วย)

ครูบาบอก การไม่ทานเนื้อสัตว์ก็จะทำให้กรรมค่อยๆเบาบางลง และเข้าถึงสมาธิได้ง่าย ครูบาท่านเคยบอกลูกศิษย์ใกล้ชิดอีกคนว่าถ้าจำเป็นต้องกินเนื้อสัตว์จริงๆ ให้หลีกเลี่ยงสองอย่าง คือเนื้อวัว กับเนื้อควาย ท่านบอก วัวเป็นแม่ ควายเป็นพ่อ

ผมคิดเอง ว่า พวกลูกหลานครูบา ก็อาจจะเคยเป็นลูกเป็นหลานแม่วัวอสุภราช วนเวียนในแถวเจดีย์ศรีดอนไชย(ชเวดากองจำลอง) ท่านเลยบอกแบบนั้น

เพื่อสำหรับลูกศิษย์ที่ยังต้องทานเนื้อสัตว์ ก็หลีกเลี่ยงเนื้อสองชนิดนี้ไป

...


มีเหตุการณ์หลายครั้ง
ที่ผมเชื่อว่าท่านทราบว่าท่านห่วงลูกหลาน
ค่อย ๆ ทยอยเล่าเ ท่าที่นึกได้ละกัน ...

เรื่องแรก มีวันนึง ประมาณปี 2538
พี่ช่างไม้แกะสลัก ที่มาทำงานให้ครูบาบอกผม ว่า
ครูบาให้ลูกศิษย์วัดเอาอาหารไปให้คนที่ท้ายหมู่บ้าน
เด็กวัดเอาไปให้ตามที่ท่านสั่ง ไปถึงก็เจอ
เป็นชาวบ้านที่เพิ่งมาอยู่ใหม่ นอนหิวข้าวอยู่

ครูบาท่านทราบได้ยังไร

ก็ประหลาดใจดี

...............................................................

เกี่ยวกับช่างไม้แกะสลักสองสามีภรรยา
ถ้าจำไม่ผิด เป็นคนสุโขทัย ที่มาช่วยทำงานถวายครูบา


เมื่อก่อนจะอยู่ในบ้านหลังวัด
เคยถามว่า ทำไมถึงมาศรัทธาครูบา

พี่ผู้ชายเล่าให้ฟัง เหตุการณ์ 3 อย่าง

1.ตอนแรก พี่ผู้ชายเค้าเป็นลูกศิษย์หลวงพ่อวัดอื่น
ได้ติดตามพระไปพิธีพุทธาภิเษกที่วัดหลวงพ่อเปิ่น
ที่นครปฐม หลังพิธีได้เอาม้วนด้ายสายสิญจน์มาด้วย

ตอนกลับพระที่พาไปได้มาแวะที่วัดห้วยต้ม
พี่ผู้ชายได้เอาม้วนด้ายเพื่อขอให้ครูบามนต์(เสก)ให้
ครูบารับมาแล้ว ก็บอกว่า..มนต์แล้ว จะมนต์อีกทำไม(เสกมาแล้ว จะเสกอีกทำไม)

แต่ท่านก็เป่าให้ ทั้งพระที่พามา ทั้งช่างคนนั้น และคณะที่มาด้วย ก็มองหน้ากัน ครูบาท่านทราบได้อย่างไร

2. ครั้งที่สอง พี่ผู้ชายคนนี้ติดตามคณะทัวร์จะไปทำบุญกันที่วัดท่าซุง จ.อุทัยธานี มาแวะทำบุญกับครูบาก่อน
ตอนเช้าก่อนออกจากวัดห้วยต้มเพื่อไปอุทัยธานี ได้มาบอกลาท่าน

ครูบาบอกคณะทัวร์ว่า สักสี่โมงเช้า ค่อยไป
แต่คณะทัวร์ก็เกรงว่าจะเสียเวลา

ครูบาก็บอกอีก เดี๋ยวค่อยไป ถึงเท่ากัน

คณะทัวร์ก็จำเป็นต้องไปตามกำหนดการณ์
ปรากฎว่าเจอหินถล่มขวางทางเส้นทางลี้เถิน
ต้องรอกรมทางมาเก็บหินที่ถล่ม เสียเวลาจอดรถรอ
เคลียหินที่ถล่มข้างทาง


กว่ารถจะได้ออกก็ สี่โมงเช้า เหมือนครูบาบอก
ญาติโยมบ่นกันใหญ่ น่าจะรอเหมือนครูบาบอก


3.เรื่องที่สาม พี่คนนี้ พอเจอเหตุการณ์ข้างต้น ยิ่งเริ่มศรัทธาครูบา ได้มาทำบุญที่วัด

ครูบามองหน้าแล้วบอก พี่คนนี้ ว่า บ้านลูกวางพระ..ผิดที่ ให้ไปย้ายจากตำแหน่งที่ครูบาบอก

พี่คนนี้ กลับไปบ้าน ก็เป็นเหมือนที่ครูบาบอก ทุกประการ
 


.............................................................................................
มีอยู่ครั้งนึง ได้มีโอกาสติดตาม ครูบาท่านไปตรวจงานที่วัดพระพุทธบาทผาหนาม (วัดของครูบาขาวปี) ตอนนั้น ครูบามอบหมายให้ตุ๊นิกรไปช่วยดูงาน คุมก่อสร้าง

พอกลับมาถึงวัด มีคณะผ้าป่ามารอ ที่ศาลาหน้าวัดฯ
ครูบาพอมาถึงวัดฯ ก็เดินตรงไปที่โยมคนนึง
ตอนแรกผมสงสัยว่าท่านเดินไปทำไม
เพราะผมเดินพยุงท่านไป

ท่านเดินไปทักโยมคนนั้นในคณะผ้าป่า
...เป็นไงกินเหล้าสนุกไหม แล้วท่านก็เดินขึ้นไปบนกุฏิเลย ไม่รับทานผ้าป่าคณะนั้น

ลูกศิษย์จะทราบว่า ท่านไม่ชอบพวกที่กินเหล้าเมายา มาทำบุญที่วัด

ครูบาท่านทราบได้อย่างไร ก็น่าประหลาดใจดี

คำพูดที่ท่านจะพูดบ่อยๆติดหูลูกศิษย์ว่า.
ระวังบุญจะฆ่าบุญ


ลูกศิษย์คงทราบดีว่า ถ้าทำอะไรผิดอย่างไร ครูบาท่านก็จะทราบหมด อะไรที่ท่านไม่ชอบก็อย่าไปทำผิด

บางคนที่นำเนื้อสัตว์เข้ามาในวัด ครูบาท่านก็จะทราบ
ลูกหลานทำอะไรก็ต้องมีสติให้ดี อย่าคิดอะไรไม่ดี
อย่าทำอะไรไม่ดี เดี๋ยวครูบาท่านจะดุเอา
 


...............................................................................................

ผมเลือกเอาเรื่องที่ผมบันทึกเอาไว้อ่านเอง เพื่อจะได้ระลึกถึงครูบา บางเรื่องที่น่าสนใจจากพวกลูกศิษย์ใกล้ชิดคนอื่นที่น่าสนใจ ผมก็เอามาจดไว้ จะได้ไม่ลืม....

วันนึงนั่งคุยเล่นกับตุ๊นิกร คุยกันเรื่องครูบา

ตุ๊กรบอกว่ารู้จักเนินมหัศจรรย์ไหม (miracle hill)

ผมถามว่าที่ไหน ตุ๊บอกว่าที่แม่สอดไง

ผมบอกว่า รู้จัก

ตุ๊กรบอกว่า ครูบาเคยบอกว่าสมัยท่านเป็นฤาษี ท่านไม่มีน้ำดื่ม ท่านอธิษฐานขอน้ำให้ไหลขึ้นมาบนเนิน ..

ทุกวันนี้คำอธิษฐานของท่านก็ยังคงอยู่ แม้เวลาจะผ่านมานานแล้ว เวลาขับรถผ่านจากตากไปแม่สอด จะเห็นคนมาจอดรถ ให้รถไหลจากที่ต่ำไปที่สูงเล่น คำอธิษฐานเล็ก ๆ น้อย ๆ ก็มีผลมาก

ครูบาท่านเคยบอกผม ..อย่าไปมองข้ามคำอธิษฐานเล็ก ๆน้อย ๆ นะ

เรื่องนี้ตุ๊กรเล่าให้ฟัง ไม่มีโอกาศถามครูบาสักที ได้แต่จดไว้
 

...............................................................................................
มีเรื่องในบันทึกของผม ที่เกี่ยวเนื่อง แต่คนละวาระกัน..

ลูกศิษย์ใกล้ชิดคนนึง มีเรื่องน่าสนุกมาเล่าบอก ว่า
วันก่อนมีโยมคนนึงมาทำบุญกับท่าน

ครูบาบอกให้นอนพักที่วัด แต่ชายคนนั้นก็ไม่ยอมนอน จะกลับกรุงเทพให้ได้

ครูบาท่านเลยเอาน้ำหมากเจิมที่หน้าผากให้ (ท่านไม่ค่อยทำให้ใคร)

ปรากฏว่าลูกศิษย์คนนั้น ขับรถไปชนกับรถ 10 ล้อ พังยับเยิน แต่ไม่ได้รับอันตรายอะไรเลย

ชายคนนั้น บอกว่า รถ 10 ล้อ บอกว่า เห็นพระมายืนขวางรถไว้ เลยหักหลบ

ภายหลังโยมคนนั้น ได้กลับมาหาครูบา มากราบขอบคุณครูบา เค้าบอกว่า ครูบาช่วยเค้าไว้

เรื่องทำนองนี้ผมได้ยินมาบ่อยมากจนชิน แต่ก็เก็บคำถามความสงสัยไว้มาตลอด จนวันนึงมีโอกาสเหมาะจึงเรียนถามท่าน ...

ครูบา ไปช่วยลูกศิษย์ ด้วยตัวเอง หรือเปล่าครับ

ครูบาตอบ...บางทีก็ไม่ได้ไป บางทีเทวดาเค้าก็มาช่วยครูบา เค้ามาช่วยสร้างบารมี

ลูกหลาน ที่มีพระเครื่องของท่าน จงเชื่อมั่น ตามที่ท่านบอก ถ้าไม่ใช่ครูบามาโปรดช่วย ก็คงมีเทวดาที่เป็นลูกศิษย์ของท่าน มาช่วยครูบาสร้างบารมี ตามที่ท่านบอก

เวลาจะไปไหนมาไหน หรือขออนุญาติสิ่งใด ๆ
ถ้าครูบาท่านบอกอะไร หรือห้ามอะไร
ลูกศิษย์ก็จะไม่กล้าฝ่าฝืนคำสั่ง

ครูบาท่าน มีวาจาสิทธิ์ จริง ๆ

..............................................................
มีอยู่วันนึง นั่งอยู่กับครูบา บนศาลา

ท่านรับแขกอยู่ มีคณะลูกศิษย์ จากกรุงเทพ ถ้าจำไม่ผิด จะเป็นคณะของคุณเสริมศักดิ์...

มากราบเรียนท่าน ว่า จะเอาผ้าป่าไปทอดที่วัดพระพุทธบาทผาหนาม จะเลยไปทอดที่วัดบ้านปางด้วย
แล้วค่อยกลับมา วัดห้วยต้ม

ครูบาก็บอกว่า..ดี

พอคนไปหมดแล้ว ผมเรียนถามท่านว่า...เวลามีคนไปทำบุญ ไปทอดผ้าป่า ให้ครูบาศรีวิชัยแบบนี้ ท่านจะรับรู้ไหม(เพราะท่านมรณะภาพไปแล้วนี่นา)

ครูบาบอกว่า รู้

ผมถามว่าครูบาขาว หละ ท่านรู้ไหม

ครูบาตอบว่า รู้

ถามท่านต่อว่า...แล้วเวลาลูกศิษย์ที่อยู่ที่อื่น พูดถึง หรือนึกถึงครูบาวง หละ รู้ไหม

ครูบาบอกว่า รู้

ดังนั้น ลูกศิษย์ทั้งหลาย จะทำอะไร ก็ระลึกถึงท่านไว้
ท่านก็คงรับรู้ตามที่ท่านบอกไว้ ท่านก็คงมาสงเคราะห์ลูกหลานตามสมควร


เวลาพวกเราทำบุญอะไรเกี่ยวเนื่องกับท่าน ครูบาท่านก็ย่อมรับรู้ตามที่ท่านบอกกับผมไว้ เช่นกัน

ทำกำลังใจของเราไว้ให้ดี...ระลึกถึงท่านตลอด
 
...............................................................................................
ตอนบ่ายวันนึง ไปทำบุญที่วัดพระบาทตะเมาะ
เจอหลวงพี่นพดลที่วัดพระพุทธบาทตะเมาะ
ท่านเรียกมาดู ท่านบอกจะให้ดูของดี เคยเห็นไหม

เป็นเส้นเกศาครูบา ที่กลายเป็น พระธาตุสีทับทิม
เราก็โมทนาด้วย

อีกครั้งนึง ถ้าจำไม่ผิด รู้สึกจะเป็นอาจารย์ปฐม เอาแก้วมาก้อนนึง มีเส้นผมอยู่ข้างใน มาให้ท่านดู ครูบาบอกเป็นเส้นผมท่านในอดีต (ผมไม่ได้อยู่ด้วย ลูกศิษย์อีกคนบอกเรื่องนี้ให้ฟัง)

พอมีโอกาสก็เลยเรียนถามท่าน ว่า เส้นผมที่เป็นพระธาตุ เกิดกับพระอรหันต์เหรอครับ

ครูบาท่านบอก...พระโพธิสัตว์ก็เป็น
(ผมค่อยใจชื้นหน่อย) ผมเลยบ่นน้อยใจกับท่านว่า
แล้วเมื่อไรเส้นผมของครูบาที่อยู่กับผมจะเป็นสักที

ครูบาท่านหัวเราะ...ท่านบอก เก็บเอาไว้
เดี๋ยวก็เป็น (พระธาตุ) เอง
 


...............................................................................................
เป็นที่ทราบกันดี เรื่องครูบา ท่านอธิษฐานขอพระธาตุ บางทีก็เทวดาให้ท่านมาบ้าง เหมือนภาพที่ลูกศิษย์เคยถ่ายไว้ ตอนแกะดอกบัวออกมา แล้วมีพระธาตุอยู่ข้างใน พระธาตุข้อพระหัตถ์ ซึ่งมาแสดงที่พุทธมณฑล

ตรงที่บริเวณครูบาสวดมนต์ท่านจะเก็บพระธาตุสำคัญต่าง ๆ ไว้ตรงตู้นั้น ก่อนครูบามรณะภาพ ท่านให้ลูกศิษย์ถ่ายภาพเก็บไว้ แล้วให้จด ท่านกลัวคนภายหลังจะไม่ทราบ เรื่อง หอพระเขี้ยวแก้วที่วัด ไม่ค่อยมีคนพูดถึง ลูกศิษย์ใหม่ ๆ บางคนก็ไม่ทราบ ครูบาจะเก็บพระเขี้ยวแก้ว ของพระพุทธเจ้าไว้ที่นั่น ถ้าได้ไปวัดก็จะอยู่ข้างเจดีย์ หลังรอยพระบาท เมื่อก่อนจะเปิดสรงน้ำพระธาตุปีละครั้ง

ผมเคยนึกสนุก ขอพระเขี้ยวแก้วกับครูบา
เรียนท่านว่า ครูบาครับผมอยากได้พระธาตุพระเขี้ยวแก้ว แบบที่ครูบาเอามาจากศรีลังกา ขอครูบาอธิษฐานเรียกขอให้ผมหน่อย


ครูบาตอบยิ้ม ๆ บ่ได้ มันแพง เพราะต้องขึ้นเครื่องบินมา ก็ดีแล้ว ที่ท่านไม่อธิษฐานขอให้ เพราะได้มาคงลำบาก ของสูงไม่รู้จะเก็บไว้ที่ไหน
 


...............................................................................................
เขื่อนภูมิพล จังหวัดตาก จะนิมนต์ครูบาท่านไปทำบุญสืบชะตาเขื่อน เป็นประจำ ตอนครั้งสุดท้ายที่ครูบายังแข็งแรง ครูบายังรับนิมนต์ไปที่เขื่อน หลวงพี่เต๋ชวนผมไปด้วย ทางเขื่อนจัดให้ครูบาพักที่บ้านพักรับรอง

ผมเดินเล่นที่ด้านหน้าบ้านพัก เจอครูบาสร้อย วัดมงคลคีรีเขตร์ จังหวัดตาก (ท่านก็ได้รับนิมนต์มา) มายืนรอ...

ท่านถามผมว่าครูบาพี่ อยู่ไหม
ผมบอกว่า อยู่
พอดีครูบาวงท่านเดินมา
ครูบาสร้อยพอเห็น
ก็เข้ามากอดครูบาวง แล้วก็ไหว้ครูบาวง
ครูบาวงท่านก็ยิ้ม ท่านคุยทักทายกันสักครู่
ครูบาสร้อยท่านเตรียมลูกประคำโลหะ(คล้ายๆเหล็กไหล)มาถวายครูบาวง ครูบาท่านรับแล้วจะเอาใส่ในยาม แต่ครูบาสร้อยไม่ยอม ท่านขอให้ครูบาวงคล้องไว้ที่คอ
ครูบาก็เลยเอามาสวมไว้ ตอนกลางคืนหลังครูบาสวดมนต์เสร็จ ผมนึกสนุก ลองเอาพระเครื่องเนื้อดินให้ท่านดู
เคยเห็นลูกศิษย์คนอื่นชอบเอามาให้ท่านดูแล้วถามท่าน

ผมถามท่านว่า...ครูบา ครับพระอะไร
ครูบาเอามาใส่มือ แล้วบอกผมว่า พระของพระเจ้าตาก

แล้วท่านก็ยื่นคืนให้ ผมก็ไม่กล้าถามท่านต่อ
นอนคุยกับหลวงพี่เรื่องครูบาจนหลับไป
พอตอนเช้า เห็นเต่าสำลีครูบา วางไว้ 2-3 องค์ ไม่มีคนสนใจ เก็บผมเลยเก็บเอาไว้

หลวงพี่ชวนไปตรวจงานที่พระธาตุแก่งสร้อย กับครูบา
ตอนนั้น แก่งสร้อยยังไม่ได้เริ่มบูรณะเลย แต่ผมไม่ได้ไปด้วยเพราะติดธุระ ลาครูบากลับก่อน

ลูกศิษย์บางคน ก็ประเภทชอบจับพลัง ส่วนผมไม่ค่อยกล้ารบกวนท่าน ต้องดูสถานการณ์ให้ดีก่อน เดี๋ยวโดนท่านดุเอา

ตอนผมเจอครูบาครั้งแรก มีลูกศิษย์คนนึงเป็นทหารยศนายพัน จากนครราชสีมา (สมัยนั้นการไปวัดห้วยต้มไม่สะดวกแบบนี้ โทรศัพท์วัด ก็ไม่มี มือถือก็รับไม่ได้ รถก็เข้าไปลำบาก)

พี่ทหารคนนี้เอาพระเครื่องมาองค์นึง ถ้าจำไม่ผิดเป็นพระร่วงหลังรางปืนมาให้ครูบาดู แล้วถามครูบาเสียงดัง (พี่ทหารคนนี้ เป็นคนเสียงดัง)

เค้าถาม..ครูบาครับพระอะไรครับ
ครูบาบอก...พระองค์นี้สร้างตอนสงคราม มันร้อน
สักครู่ท่านก็เรียกพี่คนนี้เข้าไปในห้องท่าน
พอออกมาครูบาคายหมากออกมาให้ ท่านบอกเอานี่ไป
พี่ทหารแบฝ่ามือรับชานหมาก มีพระรอดออกมาด้วย....


พี่คนนั้นก็ บอกครูบาให้ผมเหรอครับ ครูบาก็หัวเราะชอบใจ ท่านบอกอันนี้ของเย็น เอาไว้คู่กัน (กับพระที่พี่เค้าถาม)

พี่ทหารคนนั้นก็พูด...สาธุ ครูบา สาธุ ครูบา ตลอด
กราบครูบาใหญ่เลย

เรื่องพี่ทหารคนนี้ มีหลายเรื่อง ต้องค่อย ๆ ทยอยเล่า

ตอนผมเจอครูบาครั้งแรก ผมก็เจอเรื่องแปลกของท่านแล้ว

 

...............................................................................................

ตอนต้นปี 2536 เจอลูกศิษย์คนนึงเป็นทหาร มาทำบุญกับครูบาที่วัด ได้คุยกัน

เค้าเล่าเรื่องครูบาให้ฟัง พี่คนนี้เจอครูบา ตอนสมัยเรียนโรงเรียนนายร้อย สักหลายสิบปีก่อน ได้มาเที่ยวกับเพื่อนที่ลำพูน เลยได้พบครูบา เล่าเรื่องอภินิหารหลายอย่างของครูบา

เค้าบอกว่า..น้องโชคดีได้เจอครูบาสุดยอดแล้วนะ
ตอนนั้นก็ฟังหูไว้หู สนุกดี

เค้าบอกเค้ามีลูกยากมาก ทำทุกวิธีไม่ได้ลูกสักที
มาขอครูบา ต่อมาภรรยา ตั้งท้องคลอดออกมาเป็นลูกแฝด

เค้าคิดได้ว่า มีลูก เพราะครูบาช่วย
วันนี้เค้าเลยมากราบขอบคุณครูบา

ตอนหลัง แม้ครูบาจะไม่อยู่แล้ว ผมก็เคยแนะนำ คนอื่น ที่มีลูกยาก ให้มากราบขอที่เจดีย์กั บรอยพระบาท ในวัด บางคน ก็ได้ลูก สมใจ
 


...............................................................................................
เกี่ยวกับวัตถุมงคลของครูบา มีเรื่องเล่า ที่อาจจะเป็นประโยชน์....

ครูบา ท่าน ได้รับนิมนต์ไปพิธีพุทธาภิเษกที่ วัดเกาะเวลุการาม จังหวัดลำปาง พศ.2536 เป็นวัดของครูบาชุบ สหธรรมิกของท่าน ลูกศิษย์ก็ติดตามครูบาไป นั่งรถตู้ของวัดไป

ระหว่างทางครูบาเล่าเรื่องในอดีตให้ฟังหลายเรื่อง จำไม่ได้แล้วว่า เรื่องอะไรบ้าง (จำได้เลือน ๆ เรื่องกวางคำ)

ถึงวัดเกาะตอนบ่าย ๆ ทางวัด ให้ครูบาพักกุฎิหลังวัดติดแม่น้ำวัง ครูบาออกมารับแขกที่ศาลาในบริเวณวัด

ที่ฝั่งนึงบนศาลามีหลวงพ่ออีกรูป ที่ได้รับนิมนต์มากำลังคุยกับญาติโยม มีคนรุมล้อมท่านเยอะ ท่านแจกวัตถุมงคลด้วย สอบถามคือหลวงปู่แว่น วัดถ้ำพระสบาย (ตอนนั้นผมไม่รู้จักท่าน)

ส่วนครูบามีลูกศิษย์มาทำบุญบ้าง ไม่มาก เหมือนบางคนไม่รู้จักท่านด้วยซ้ำไป ครูบานั่งสักครู่ก็กลับที่พัก

ช่วงหัวค่ำ ท่านไปโบสถ์ เพื่อร่วมพิธี เจ้าหน้าที่จัดให้ท่านนั่งบนธรรมาสน์มุมซ้าย ท่านนั่งข้างบน (ผมนั่งเฝ้าท่านด้านล่าง ถือไม้เท้าให้ท่าน )

ตอนเริ่มพิธี พระที่เป็นพิธีกร (หรือเจ้าพิธีไม่แน่ใจ)
พูดผ่านไมโครโฟน ขอให้ครูบาสวดนำบทอะไรสักอย่าง(ผมฟังไม่ออก) ยื่นเอาไมค์มาให้ท่าน

ครูบาบอกผ่านไมค์ เฮาสวดบ่ จ้าง(สวดไม่เป็น)
พระที่เป็นพิธีกรก็เลยให้องค์อื่นสวดแทน
ครูบาท่านก็นั่งหลับตา อธิษฐานของท่านไป ไม่นานสักไม่เกิน 30 นาที ท่านก็จะลงจากเก้าอี้

ผมถามท่าน ครูบาทำเสร็จแล้วเหรอครับ

ท่านบอก..เสร็จแล้ว (ตอนนั้นก็ได้แต่คิดในใจว่าทำไมท่านทำเร็วจัง)

หลวงพ่อองค์อื่น ๆ ยังอยู่กันเต็มพิธีเลย
จนดึกดื่นบางรูปยังไม่ออกจากพิธีเลย

พาท่านกลับไปพัก ตอนเดินพยุงท่านกลับมากุฎิรับรอง ทางวัดเปิดเทปเทศน์ของหลวงพ่อฤาษีลิงดำด้วย
ผ่านลำโพงเสียงตามสายของวัด

เลยถามครูบาว่า หลวงพ่อฤาษีลิงดำ ตอนนี้อยู่ไหน ครูบา..ไม่ตอบ แต่เอานิ้วชี้ไปข้างบนฟ้า ผมถามท่าน..อยู่ข้างบนเหรอ ท่านยิ้มพยักหน้า

เรื่องท่านเสกเป่าพระเครื่องแบบนี้ เคยพาคนรู้จักคนนึง (มีชื่อเสียง) หวังจะพาเค้าไป ทำบุญกับครูบา

เค้าเห็นญาติโยม ที่มาวัด เอาวัตถุมงคลที่เช่าจากตู้ มาให้ท่านมนต์อีก ส่วนใหญ่ท่านก็จะเป่าพรวดลงไป

เพื่อนคนนี้เห็นเค้าบอก ครูบาไม่เก่ง ไม่ตั้งใจทำให้ ไม่เหมือนพระภาคกลางแถวบ้านเค้า ยิ่งตอนจะกลับให้ครูบาเอาเท้าเหยียบหัวให้ผม (ชอบคุยเล่นกับท่าน ให้ท่านเหยียบให้จมเหมือนหินเลย)

เพื่อนคนนี้เห็น บอกครูบาไม่สำรวม
ทำไมเอาเท้ามาเหยียบหัวคน

ผมเลยต้องรีบพากลับ เดี๋ยวจะบาปไปใหญ่
ครูบาเคยบอก อันนี้แล้วแต่ สายบุญ
ถ้าไม่เคยทำบุญร่วมกันมา ยังไงก็ไม่อยากทำบุญด้วย ถ้าเคยทำบุญร่วมกับครูบามา ต่อให้อยู่ไกลแค่ไหนก็ต้องมาพบกัน(กับท่าน)


วัตถุมงคล ที่ท่านทำ หรือ อธิษฐานพียงสักครู่ ก็ยังดีแล้ว

ดังนั้นวัตถุมงคลของวัด ที่ท่านตั้งใจทำไว้ ตอบแทนคนที่มาทำบุญช่วยสร้างวัด ก็น่าจะยิ่งดีกว่า เอารุ่นไหนก็ได้ ราคาถูก หรือแพง ก็เหมือนกัน ขอให้เป็นครูบาท่านทำ บูชาของทางวัด ถือว่า ได้ร่วมทำบุญกับท่านด้วย
 

................................................................................................



สมาชิกแสดงการอนุโมทนาบทความของคุณ:

jummum, nootum, Thatsaya, chon, LEOzenith

หัวข้อกระทู้นี้, มี 5 สมาชิก แสดงการอนุโมทนา!
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: พฤษภาคม 29, 2010, 08:03:55 PM โดย นะโม » บันทึกการเข้า

"หมั่นทำเข้าไว้ พระท่านคอยจะช่วยเราอยู่แล้ว แล้วเราได้ช่วยเหลือตัวเองก่อนหรือยัง"

"หลวงพ่อครับ ที่ว่าธรรมย่อมรักษาผู้ประพฤติธรรมนั้น ธรรมที่ว่านั้นท่านหมายถึงธรรมเรื่องใดครับ"
 หลวงพ่อท่านก็ตอบในทันทีว่า "กายสุจริต วาจาสุจริต และมโนสุจริต"
นะโม
สมาชิกวิริยะ
***
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 226

อนุโมทนา
-มอบให้: 905
-ได้รับ: 3309


นะโม พรหมปัญโญ


« ตอบ #9 เมื่อ: พฤษภาคม 06, 2010, 02:57:12 AM »

 ...


เรื่องพระสังฆราช ญาณสังวร..

พระสังฆราช ญาณสังวร ท่านเสด็จมาหาครูบาวง
เคยถามท่านว่า พระญาณสังวรท่านมาหาครูบา คุยอะไรกัน

ครูบาตอบ.. เป็นเพื่อนกัน เพื่อนเป็น สังฆราช
ตัวนี่ (ใช้นิ้วชี้ตัวท่าน) เป็น สังคโลก แล้วท่านก็หัวเราะ
อีกครั้งนึง ถามครูบา ครูบารู้จักหลวงพ่อเกษมที่ลำปางไหม

ครูบาบอก..รู้จัก

ถามว่าเคยเจอกันไหมครับ

ท่านบอกว่า..เคยเจอกัน

ถามว่าเจอกันได้ยังไง

ครูบาบอกพระสังฆราชมาหา มารับไปด้วย เลยเจอกัน

ถามท่านต่อว่า หลวงพ่อเกษมดีไหมครับ
ครูบาท่านบอก ว่า ..ดี

เหตุการณ์ต่อเนื่องกัน เรื่องนี้วันหลัง มาคุยกับ หลวงพี่เต๋ ครูบาเราเคยเจอหลวงพ่อเกษมเหรอ บอกว่าครูบาเล่าให้ฟัง หลวงพี่บอกว่าวันนั้นได้ตามครูบาไปด้วย

บอกว่าทั้งสามองค์พอเจอ ก็คุยสนทนากัน (พระสังฆราชญาณสังวร หลวงพ่อเกษม ครูบาวง)

หลวงพี่บอก คุยภาษาบาลีกันตลอด โต้ตอบกันใหญ่
ถามหลวงพี่ว่า คุยอะไรกัน หลวงพี่ บอก ฟังไม่รู้เรื่องเลย

เรื่องเดียวกัน มาย้อนถามครูบาท่าน
ครูบาครับ พูดภาษาบาลีเก่งไหมครับ (ไม่ค่อยเห็นท่านพูด)

ครูบายิ้มแล้วตอบว่า...นะโม เฮายังสวดบ่ จ้าง(ยังสวดไม่เป็น) ท่านคงถ่อมตัว

 

................................................................................................

ครูบาบุญทืม วัดจามเทวี จังหวัดลำพูน

ตอนท่าน มรณะภาพ ครูบาวง ท่านไปรื้อกุฏิ
หลวงพี่เต๋ไปด้วย ได้เกศาครูบาศรีวิชัย และสิ่งของเกี่ยวกับครูบาศรีวิชัยที่ครูบาทืมเก็บไว้

เคยถามครูบาเรื่องครูบาบุญทืม ถามท่านว่าครูบาทืมเก่งไหม
ครูบาตอบ..เก่ง
ถามท่านว่าครูบาทืม เป็นพระอรหันต์ หรือเปล่า
ครูบาบอก...อือ
ครูบาบุญทืมเป็นผู้ที่บอกหลวงพ่อฤาษีลิงดำให้มาเจอครูบาวง
ครูบาเคยเล่าเรื่องนี้ ให้ฟัง
 


...............................................................................................

เจดีย์ชเวดากอง ที่ห้วยต้ม...

ได้บันทึก เรื่องเจดีย์ชเวดากองไว้
ข้อมูลที่ในหนังสือไม่ได้เขียนไว้

จุดเริ่มต้น วันแรก ของชเวดากอง วันที่ 14 ตุลาคม พศ.2534 ครูบาพาลูกศิษย์ไปด้วยกันหลายคน บริเวณหลังวัด ตรงที่สร้างเจดีย์ทุกวันนี้ (วันนั้นตุ๊นิกรไปด้วยกับครูบา ตอนนั้นยังเป็นเณรอยู่)

ครูบามาอธิษฐานสร้างเจดีย์ ท่านมาหา น้ำบ่อน้อย ครูบาสวดมนต์อยู่นาน เพื่อหาตำแหน่ง พอได้จุดที่จะสร้างเจดีย์ ครูบาเดินไปข้าง ๆ น้ำบ่อน้อย ท่านเหยียบรอยเท้าไว้บนหินด้วย (คุยกับตุ๊กร บอก วันที่ 14 ตุลา น่าจะเป็นวันเริ่มต้นของเจดีย์ชเวดากอง )

เคยถามครูบาท่านบอก เทวดาขอให้ท่านสร้าง ครูบาท่านตั้งใจทำไว้ ท่านอธิษฐานขอสิ่งของที่เกี่ยวเนื่องกับพระพุทธเจ้าทั้ง 4 พระองค์ มาไว้ในเจดีย์

ท่านเคยบอกลูกศิษย์ว่า ท่านขอให้พระศรีอาริยเมตไตรยมาที่เจดีย์นี้ ในยุคที่ท่านมาโปรดบนโลก ให้เหมือนที่พม่า เคยได้ไปตรวจงานกับครูบาหลายครั้ง ตั้งแต่ตอนเริ่มก่อสร้าง เรื่องเจดีย์ชเวดากองมีรายละเอียดอื่นๆอีก ครูบาท่านบอกความหมายไว้หมด ต้องค่อย ๆ ทยอยเล่า

 

................................................................................................
ครูบา เรียกฝน ที่เขื่อนภูมิพล

ตั้งแต่ สมัย ครูบา ท่านเป็น เณร ได้ติดตามครูบาชัยยะลังก๋า กับ ครูบาศรีวิชัย ท่านก็ อาศัย เดินทาง เส้นทาง เหล่านี้ จวบจน บั้นปลาย ท่าน ได้ไป บูรณะวัดพระธาตุแก่งสร้อย ท่านก็ ยังต้อง นั่งเรือ ไปตรวจงานบ่อยๆ

สมัยท่าน ยังดำรงขันธ์ อยู่ เจ้าหน้าที่การไฟฟ้าของทางเขื่อน จะนิมนต์ครูบาทุกปี เพื่อไปทำบุญ สืบชะตาเขื่อน ผมเคยได้ตามครูบา ไปด้วย ได้ สวดมนต์กับครูบา นอนเฝ้าท่านหน้าห้อง กับ หลวงพี่เต๋

เรื่องนี้ มีลูกศิษย์มาเล่าให้ฟัง ตอนเริ่มแรก ปีนั้น น้ำในเขื่อนแห้ง ไม่รู้จะทำอย่างไร เจ้าหน้าที่เค้า นิมนต์ครูบา มาทำพิธี เค้าขอ ให้ท่านเรียก ฝน ให้ หลังครูบาอธิษฐานฝนก็ตก ตามที่เจ้าหน้าที่ ขอไว้ หลังจากนั้นมา เค้าก็นิมนต์ท่าน มาทำพิธีสืบชะตาเขื่อนทุกปี เรื่องนี้ ไม่มีโอกาส ได้ถามครูบา แต่บันทึกเอาไว้ คิดถึงเรื่องครูบาเรียกฝนทุกครั้ง ที่ไป เที่ยวเขื่อน.... ลูกศิษย์เล่าให้ฟังอีกที เห็นว่าแปลกดี
......................................................................................
วัว หลังวัด

มี อยู่วันนึง เพื่อนมาบอกให้ ไปทำบุญไถ่ชีวิตโค ก็เลยช่วยซื้อชีวิตโค ฝูงนั้น แล้วก็เอาไปถวายครูบาที่วัด ครูบาท่านก็มารับ โคฝูงนั้น ตอนแรกไปวัดระยะนั้น ยังเห็นท่าน ทำคอก ให้วัว อยู่ พอมาระยะนึง ไม่เห็นแล้ว แต่ก็ไม่ได้สนใจว่าวัวไปไหน

ช่วงบ่ายไปนั่งคุยกับ ตุ๊กร ที่กุฏิท่านหลังวัด ก็เล่าเรื่องถวายวัวให้ตุ๊กรฟัง ตุ๊กรบอกว่า วัวที่ผมถวาย ครูบา เอาไปปล่อยให้หากินหลังวัด ครูบา จะอธิษฐาน หินเป็น หลักเขต เอาไว้ วัวฝูงนั้น จะหากิน อยู่ในเขต บริเวณที่ครูบาท่านทำไว้ ไม่ออกนอกเขตนั้น ไม่มีรั้วกั้น

เคยมีขโมย พยายามจะลักวัว ไป แต่ก็จะหลงหาทาง ไม่สามารถออกจาก บริเวณที่ครูบาอธิษฐานไว้

บันทึกเอาไว้ ครูบาท่านอธิษฐาน ก้อนหิน เป็นหลักเขต ตอนนั้น อยากได้สัก 4 ก้อน เอาไปเป็นรั้วบ้าน ไม่มีโอกาสได้ขอท่าน


สมาชิกแสดงการอนุโมทนาบทความของคุณ:

Muisan, jummum, nootum, chon

หัวข้อกระทู้นี้, มี 4 สมาชิก แสดงการอนุโมทนา!
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: พฤษภาคม 29, 2010, 07:43:45 PM โดย นะโม » บันทึกการเข้า

"หมั่นทำเข้าไว้ พระท่านคอยจะช่วยเราอยู่แล้ว แล้วเราได้ช่วยเหลือตัวเองก่อนหรือยัง"

"หลวงพ่อครับ ที่ว่าธรรมย่อมรักษาผู้ประพฤติธรรมนั้น ธรรมที่ว่านั้นท่านหมายถึงธรรมเรื่องใดครับ"
 หลวงพ่อท่านก็ตอบในทันทีว่า "กายสุจริต วาจาสุจริต และมโนสุจริต"
นะโม
สมาชิกวิริยะ
***
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 226

อนุโมทนา
-มอบให้: 905
-ได้รับ: 3309


นะโม พรหมปัญโญ


« ตอบ #10 เมื่อ: พฤษภาคม 06, 2010, 03:00:41 AM »

ครูบาชัยยะวงศาพัฒนา  สอน ลูกศิษย์

ลูกศิษย์คนไหน ที่เคยได้รับใช้ท่าน คงจะคุ้นเคย ครูบาท่านจะเอาเงินที่ญาติโยมถวายมาจัดเรียงอย่างดี บางแบงค์ที่ยับๆหรือไม่สะอาด ท่านจะเอามาใส่ขันน้ำเพื่อล้าง และตากให้แห้งแล้วเอามารีดให้เรียบ พวกลูกศิษย์คงได้ช่วยท่านทำกันบ่อยๆ เคยถามท่านว่า...ทำไปทำไม ครูบาท่านว่า " คนไม่รู้จักค่าของเงิน คนไม่เคารพพระเจ้าอยู่หัว" ส่วนตัวผมก็จะติดนิสัยตามท่าน ต้องเอาธนบัตรที่ยับๆมารีดให้เรียบเสมอ เดี๋ยวครูบาท่านจะตำหนิเราได้ว่า ไม่เคารพค่าของเงิน เดี๋ยวจะค้าขายไม่เจริญ
...
ครูบาชัยยะวงศาพัฒนา  สอน ลูกศิษย์

จำได้ว่าครั้งหนึ่งเมื่อได้อยู่อุปฐากท่านมีโยมส่งพัสดุไปรษณีย์มาถวาย ท่านบอกให้เปิดกล่อง เราเองด้วยความคุ้นเคย มักง่ายจึงหยิบกรรไกรจะตัดเชือกที่มัดพัสดุ ท่านห้ามไว้โดยบอกว่า" อย่าตัด ค่อยๆแก้...ถ้าไม่ตัด พอแก้เสร็จก็ใช้มัดอย่างอื่นได้อีก...คนไม่รู้จักแก้เชือก..ก็จะไม่รู้จักแก้ปัญหา" และเต่าสำลีที่ท่านพับ โดยบรรจุพระธาตุข้าวและเกศานั้นเป็น สำลีที่ท่านเช็ดตาเมื่อเปลี่ยนคอนแท็คเลนส์ หรือบางทีท่านนำมาฝั้นเป็นเชือกไว้มัดคัมภีร์ธรรมใบลาน ท่านจะสอนให้พวกเรามัธยัสถ์ ไม่ฟุ่มเฟือย
...

สมาชิกแสดงการอนุโมทนาบทความของคุณ:

Muisan, jummum, nootum, chon

หัวข้อกระทู้นี้, มี 4 สมาชิก แสดงการอนุโมทนา!
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: พฤษภาคม 29, 2010, 07:36:31 PM โดย นะโม » บันทึกการเข้า

"หมั่นทำเข้าไว้ พระท่านคอยจะช่วยเราอยู่แล้ว แล้วเราได้ช่วยเหลือตัวเองก่อนหรือยัง"

"หลวงพ่อครับ ที่ว่าธรรมย่อมรักษาผู้ประพฤติธรรมนั้น ธรรมที่ว่านั้นท่านหมายถึงธรรมเรื่องใดครับ"
 หลวงพ่อท่านก็ตอบในทันทีว่า "กายสุจริต วาจาสุจริต และมโนสุจริต"
หน้า: [1] ขึ้นบน พิมพ์ 
« หน้าที่แล้ว ต่อไป »
กระโดดไป:  

Powered by MySQL Powered by PHP Powered by SMF 1.1.11 | SMF © 2006-2009, Simple Machines LLC | Thai language by ThaiSMF Valid XHTML 1.0! Valid CSS!
หน้านี้ถูกสร้างขึ้นภายในเวลา 0.394 วินาที กับ 27 คำสั่ง